โดย วัฒนะ วรรณ
1.สร้างข้อถกเถียงเพื่อทำลายโครงการเผด็จการทั้งระบบ
การมองว่าอำนาจเผด็จการขึ้นอยู่เพียงบุคคลคนเดียว หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งน่าจะมีข้อบกพร่องอยู่มาก การมองที่ผิดพลาดอาจจะนำมาซึ่งการต่อสู้ที่ผิดทางไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มากขึ้นได้ ตัวอย่างเช่นในกรณีประเทศอียิปเมื่อขบวนการประชาชนล้มเผด็จการมูบารัคที่ครองอำนาจมายาวนานลงได้ และเลือกผู้นำใหม่จากพรรคภรดรภาพมุสลิม แต่ไม่ยอมทำลายโครงสร้างเผด็จการทหารเดิม เมื่อกองทัพตั้งหลักได้จึงทำรัฐประหารและยึดอำนาจคืน ในตอนแรกดูเหมือนว่าการกำจัดมูบารัคได้จะทำให้โครงสร้างเผด็จการอ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วกองทัพยังกุมอำนาจอยู่มาก
ในหลายๆ ครั้งโครงสร้างเผด็จการที่ครองอำนาจมานานๆ มักจะสร้างโครงสร้างรัฐที่ซับซ้อนขึ้นมาเพื่อครองใจคน และขู่คน เช่น การสร้างองค์กรบางอย่างที่ไม่สามารถวิพากวิจารณ์ได้ มีสถานะพิเศษลอยอยู่เหนือสังคม เพื่อสร้างความชอบธรรมในการมีอยู่ของอำนาจที่ตัดขาดจากอำนาจประชาชน
แต่การจะพิจารณาว่าองค์กรใดมีอำนาจจริงในสังคม ต้องพิจารณารูปธรรมด้วย เช่น ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กองทัพมักจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร และการปราบปรามประชาชนเกือบทุกครั้ง ซึ่งการถืออำนาจของกองทัพจะต้องใช้กองกำลังติดอาวุธ
การสร้างประชาธิปจึงไม่สามารถมองข้ามบทบาทกองทัพได้ การสร้างข้อถกเถียงเพื่อหาแนวทางลดบทบาทกองทัพในทางการเมือง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำเพื่อปกป้องประชาธิไตยในระยะยาว ขบวนการประชาธิปไตยจำเป็นจะต้องถามสังคมถึงความจำเป็นในการมีอยู่ของกองกำลังติดอาวุธ รวมถึงการแนวทางการปกป้องประชาชนในรูปแบบอื่นๆ ที่ป้องกันคนถืออาวุธเข้าครองอำนาจทางการเมืองได้
2.รัฐสวัสดิการและประชาธิปไตย ควรเป็นนโยบายนำการต่อสู้
ทั้งสองเรื่องนี้มีความสัมพันธ์กัน การจะสร้ารัฐสวัสดิการที่มีคุณภาพดีได้ จำเป็นจะต้องเก็บ “ภาษีก้าวหน้า” จากกลุ่มทุนที่รวยมากๆ ในสังคม กลุ่มทุนเหล่านี้ได้สร้างผู้แทนของตนเองขึ้นมา ผ่านพรรคการเมืองและสมาคมต่างๆ เข้าไปมีบทบาทบริหารอำนาจรัฐ การรัฐประหารหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาก็ล้วนตอบสนองปกป้องความร่ำรวยของกลุ่มทุนเหล่านั้น
การเสอน “เก็บภาษีก้าวหน้า” เป็นการลดประโยชน์ของกลุ่มทุนต่างๆ ซึ่งจะถูกตอบโต้จากกลุ่มทุนต่างๆ ผ่านโครงสร้างอำนาจรัฐแน่นอน แต่ในทางกลับกัน การเสอนนโยบายรัฐสวัสดิการ หรือประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ จะให้ประโยชน์กับชนชั้นกรรมาชีพและชาวนายากจน ซึ่งจะช่วยให้สามารถขยายแนวร่วมในหมู่กรรมาชีพและชาวนาได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของสังคม
เมื่อตอนปฏิวัติรัสเซียปี 1917 พรรคสังคมปฏิวัติของชาวนา เคยกล่าวหาพรรคบอลเชวิคที่นำการปฏิวัติว่า “ขโมยนโยบายของพรรคไป” เพราะพรรคบอลเชวิคเสนอให้ยึดที่ดินทั้งหมดมาแจกจ่ายให้ชาวนาได้ทำการผลิต เพื่อสร้างแนวร่วมทางการเมืองในการปฏิวัติ เนื่องจากช่วงนั้น รัสเซีย มีกรรมาชีพเพียง 3 ล้านคน และมีชาวนาเป็นร้อยล้าน
การขยายแนวร่วมในหมู่กรรมาชีพ เป็นเรื่องสำคัญของยุทธศาตร์การต่อสู้ด้วย กรรมาชีพจะมีอำนาจแฝงในระบบทุนนิยมอยู่มาก ถ้ามีความเข้มแข็ง เมื่อกรรมาชีพหยุดงานระบบทุนนิยมจะหยุด กองกำลังติดอาวุธของชนชั้นนายทุนจะไม่สามารถบังคับให้คนไปทำงานได้ และพวกเขาก็ไม่สามารถทำงานแทนได้ด้วย ซึ่งจะทำให้การควบคุมสังคมของชนชั้นนายทุนและบริวารไม่สามารถทำได้ และอ่อนแอ การต่อสู้ด้วยการนัดหยุดยังไม่ต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังติดอาวุธของเผด็จการด้วย
3.สร้าง “สภาองค์กรประชาธิปไตย” ดำเนินนโยบายประชาธิปไตยรวมศูนย์
การสร้างรูปแบบการเคลื่อนไหวทางเมืองโดยไม่มีแกนนำ ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ เพราะสุดท้ายจะมีการนำในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่ดี ไม่ว่าจากเป็นการนำจากคนนัดหมายสร้างกิจกรรมกำหนดวาระ หรือการนำโดยธรรมชาติจากกลุ่มบุคคลในขบวนการที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งจะมีการช่วงชิงการนำในที่สุดอยู่ตลอดเวลาในขบวนการต่อสู้
การประกาศไม่มีแกนนำ ทั้งๆ ที่มีจึงเป็นข้อเสียของขบวนการที่ไม่สามารถสร้างการถกเถียงภายในในรูปแบบประชาธิปไตยได้ ไม่สามารถวิพากวิจารณ์การนำได้ รวมถึงรวมกันออกแบบการนำ
การประกาศว่าไม่มีแกนนำ ต่างจากการปกปิดแกนนำเพื่อปกป้องจากอัตราย ซึ่งจำเป็นในบางสถานการณ์
การต่อสู้กับโครงสร้างอำนาจรัฐขนาดใหญ่จำเป็นต้องอาศัยกำลังคน กำลังสมองในขบวนการประชาธิปไตยจำนวนมาก เพื่อสร้างฉันทามติที่ไปทิศทางเดียวกันในบางเรื่อง
การสร้าง “สภาองค์กรประชาธิปไตย” จำเป็น เพื่อให้ผู้แทนองค์กรต่างๆ ได้มีพื้นที่ถกเถียงแนวคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และหารือความร่วมมือต่างๆ โดยการพยายามสร้าง “จุดยืนร่วม” และสามารถรักษาจุดยืนขององค์กรตนเองเอาไว้ได้พร้อมๆ กัน
ความร่วมมือของขบวนการประชาธิปตยกลุ่มต่างๆ จะช่วยสร้างพลังความมั่นใจให้กับประชาชนได้มาก จะช่วยเพิ่มแรงดึงดูดให้คนออกมาต่อสู้มากขึ้น รวมถึงหารูปแบบการต่อสู้ใหม่ๆ ไปพร้อมกัน
การต่อสู้แบบกลุ่มย่อย อาจจะดูมีสีสรรหลากหลาย แต่มีพลังน้อยเกินไป และไม่สามารถยืนระยะการต่อสู้ระยะยาวได้นาน เนื่องจากทรัพยากรน้อย ผู้นำบางส่วนอาจจะท้อแท้ แต่การรวมกับเป็นกลุ่มใหญ่ จะมีผู้นำหมุนเวียนกันขึ้นมานำ และสามารถสร้างกำลังใจร่วมกันได้ รวมถึงการเรียนบทเรียนจากที่ต่างๆ ที่พัฒนาการต่อสู้ให้แหลมคมมากขึ้น จะสามารถทำได้ดีกว่า
*************
ถ้าเห็นด้วยกับแนวคิดเราเชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6
**************

