โดย วัฒนะ วรรณ
น่าจะเข้าใกล้การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครเข้ามาทุกที หลังจากว่างเว้นไปนาน 9 ปี จากผลพวงรัฐประหารปี 57 ที่นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บางพรรคก็เริ่มมีการเปิดตัวผู้สมัครกันไปบ้าง ส่วนนโยบายของผู้สมัครคงต้องรอการประกาศเลือกตั้งอย่างเป็นทางการหลังจากนั้น ระหว่างนี้ตามสื่อสังคมก็คงมีเรื่องพูดถึงการเลือกตั้งในแง่มุมต่างๆ อยู่เป็นระยะๆ แต่ก็คงเป็นมุมมองกระแสหลัก เสรีนิยม ทุนนิยม ที่อิงกับกลไกตลาดเป็นส่วนใหญ่ น.ส.พ.สังคมนิยมจึงอยากจะชวนมองในมุมมองที่แตกต่างออกไป จะเรียกว่ามุมมองมาร์คซิสต์ก็ได้ หรือมุมอมองสังคมนิยมก็ไม่เป็นผิดอะไร ซึ่งล้วนแต่เป็นมุมมองที่อิงกับแนวคิด “ชนชั้น” ผลประโยชน์ของ “ชนชั้นล่าง” ชนชั้นกรรมาชีพ คนจน แรงงานต่างชาติจากเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่ขัดกันกับชนชั้นบน ชนชั้นนายทุน
กรุงเทพฯ มีงบประมาณบริหารงานเกือบ 80,000 ล้านบาท คิดเป็นราวๆ 0.5% ของมูลค่าจีดีพี หรือเทียบได้กับ 2.7% ของมูลค่าการจัดเก็บภาษีของประเทศในช่วงปี 2563 งบประมาณดังกล่าวคงมากกว่าจังหวะอื่นๆ อยู่สมควร ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่มีการถกเถียงกันถึงการพัฒนาที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ตลอดมา (งบพัฒนากรุงเทพฯ มีในส่วนของรัฐบาลกลางด้วย)
กรุงเทพฯ มีประชากรประมาณ 5.5 ล้านคน แต่คาดกันว่าถ้ารวมประชากรแฝงที่ไม่มีทะเบียนบ้านน่าจะมีคนอาศัยทำมาหากินอยู่กรุงเทพฯ ราวๆ 10 ล้านคน แต่มีผู้มิสิทธิเลือกตั้งเพียง 4 ล้านคนเท่านั้น เท่ากับว่ามีประชากรที่อาศัยอยู่กรุงเทพฯ แต่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งผู้บริหารพื้นที่อาศัยสูงเกือบเท่าตัว ภาพสะท้อนว่าการเลือกตั้งของกรุงเทพฯ ไม่สามารถตอบสนองผู้คนที่อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง
การเลือกตั้งในทุกระดับที่อิงกับทะเบียนบ้านล้วนไม่ตอบสนองความต้องการจริงของผู้อยู่อาศัย ซึ่งจะต่างจากการกำหนดสิทธิ์เลือกตั้งที่อิงกับสถานที่ทำงาน ดังนั้น การสร้างระบบเลือกตั้งที่ประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะอิงกับที่อยู่อาศัย หรืออิงกับสถานที่ทำงาน จะช่วยสะท้อนภาพจริงได้มากกว่า
ในการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ 4 ครั้งล่าสุด 3 ครั้งแรกมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 50% เท่านั้น ขณะที่ครั้งสุดท้าย ปี 2556 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีผู้มาใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นเป็น 64% โดย 3 ครั้งก่อนหน้านั้น พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนเสียงห่างจากเพื่อไทยราว 400,000 คะแนน แต่ในครั้งล่าสุดช่องว่างคะแนนแคบลงเหลือ 200,000 คะแนน
จากจำนวนผู้มาลงคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น พรรคเพื่อไทยมีคะแนนเพิ่มขึ้น 82% จากคะแนนเฉลี่ย 3 ครั้งก่อนหน้าที่มีคะแนนฐานเฉลี่ย 591,399 คะแนน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนเพิ่มขึ้น 33% จากคะแนนเฉลี่ย 3 ครั้งก่อนหน้าที่มีคะแนนฐานเฉลี่ย 645,687 คะแนน
คะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น มีข้อที่น่าสังเกตว่าสัมพันธ์กับคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นจากคนทำงานชนชั้นกรรมาชีพด้วยรึเปล่า เนื่องจากในวันที่ 1 มกราคม 2554 ก่อนมีการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ รัฐบาลประกาศเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ 300 บาท ส่งผลให้ค่าจ้างเฉลี่ยของคนทำงานทุกระดับขยับขึ้น นโยบายนี้เป็นนโยบายแรกๆ ที่ให้ประโยชน์กับคนทำงานในเมืองโดยตรงของพรรคเพื่อไทย (ไทยรักไทย) นโยบายก่อนหน้านั้นจะมุ่งไปที่ชนชั้นกลางล่าง (ชาวนา ผู้ประกอบการขนาดเล็ก) ในพื้นที่ชนบทและต่างจังหวัดมากกว่า โดยให้ประโยชน์ทางอ้อมกับกรรมาชีพที่ทำงานในเมืองด้วยการช่วยแบ่งเบาภาระการส่งเงินกลับบ้านต่างจังหวัดดูแลสวัสดิการพื้นฐานให้พ่อแม่ญาติพี่น้อง
จากตัวเลขสถิติย้อนหลังและข้อสมมุติฐานดังกล่าว การที่พรรคฝ่ายตรงข้ามจะ “สร้างโอกาส” เอาชนะพรรคประธิปัตย์ได้ ก็จะต้องมีการปลุกระดมให้คนออกมาลงคะแนนเพิ่มขึ้น ซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นกรรมาชีพ นั่นหมายความว่า จะต้องมีนโยบายที่ให้ประโยชน์โดยตรงกับกรรมาชีพที่ทำงานในเมืองเพิ่มขึ้นมากๆ เช่น ระบบขนสาธารณะฟรี ที่อยู่อาศัยใกล้ที่ทำงาน คุณภาพดีราคาถูก สถานศึกษาคุณภาพดีและฟรี และอื่นๆ
————————————–
ภาพประกอบจากประชาชาติธุรกิจ

