โดย พัชณีย์ คำหนัก / ลามะ สุราใส
เครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.) ได้ปักหลักชุมนุมค้างคืนมาตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2565 ที่หน้ากระทรวงการคลังและย้ายมาที่สะพานมัฆวาน ถนนราชดำเนินนอก เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้สินของชาวนาในภาคกลางและภาคเหนือ 36 จังหวัด ที่เป็นปัญหาคั่งค้างมานานนับสิบๆ ปี กอปรกับปัญหาวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 และเศรษฐกิจถดถอย จึงต้องออกมาชุมนุมเรียกร้อง ซึ่งได้มีการนำเสนอผ่านสื่อแขนงต่างๆ ตลอดการชุมนุม
สมาชิกองค์กรสังคมนิยมแรงงานได้มีโอกาสสัมภาษณ์แกนนำเครือข่ายฯ เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ประเด็นคำถามที่สนใจ คือ 1) ความเดือดร้อนจากภาระหนี้สินที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขและฟื้นฟูอาชีพตามเจตนารมย์ของกฎหมายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ 2542 (กฟก.) 2) แนวคิดการฟื้นฟูเกษตรกรเพื่อให้หลุดจากกับดักหนี้ และ 3) การเคลื่อนไหวของเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทยที่สามารถให้ข้อคิดแก่คนทำงานด้านสิทธิเสรีภาพ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับชนชั้นชาวนาและแรงงาน
ความเดือดร้อนจากหนี้สินและข้อเรียกร้อง
อันดับแรก เกรียงศักดิ์ อริยะฉัตรชัย ชาวสวนกล้วยหอมจากจังหวัดอ่างทอง ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ ได้เล่าถึงความเดือดร้อนจากหนี้สินของสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ว่า เกิดจากปัญหาราคาพืชผลการเกษตรมีราคาถูก เช่น ราคาข้าวเหลือเกวียนละ 6,000 บาท ในขณะที่ต้นทุนสูงขึ้น อยู่ที่ 7,000 บาทต่อเกวียน เพราะปุ๋ยราคาแพงขึ้นจากลูกละ 600 บาทเป็น 1,200 บาท ยาฆ่าแมลงก็เช่นกัน ซึ่งเป็นเพราะนายทุนมากกว่าไม่ใช่เรา(เกษตรกร) ในสมัยรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร พรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2549 เครือข่ายหนี้สินชาวนาฯ สามารถผลักดันให้กฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ แก้ไขเพิ่มเติมปี พ.ศ. 2544 เดินหน้าแก้ไขปัญหาเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กระนั้นเมื่อมาถึงปัจจุบัน กองทุนฟื้นฟูฯ สามารถซื้อหนี้ได้เพียง 30,000 รายเท่านั้น ซึ่งครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูอาชีพให้เป็นไปตามกฎหมาย
จากเอกสารพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. 2542 กองทุนฯ ถูกจัดตั้งมาเพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมความรู้ด้านเกษตร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเกษตร และพัฒนาศักยภาพในการพึ่งพาตัวเองและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ซึ่งกองทุนได้รับการจัดสรรจากรัฐบาล หรือจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้เกษตรกรกู้ยืม เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตร บริหารจัดการหนี้ของเกษตรกร ให้คำแนะนำสนับสนุนเกษตรกร เกี่ยวกับการดำเนินงานตามแผนโครงการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพ ปัจจุบันมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ และมีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน
ฉะนั้น ในปีนี้ เครือข่ายหนี้สินชาวนาฯ จึงออกมาเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีนำงบกลางในส่วนของกองทุนฟื้นฟูฯ จำนวน 2,000 ล้านมาจัดการฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกรที่ได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้ไปก่อนหน้าแล้วจำนวน 15,917 รายในระยะเวลาที่เหลือก่อนสิ้นสุดงบประมาณ อีกทั้ง ขอให้รัฐบาลชะลอการบังคับคดีของเกษตรกรในรายที่กำลังถูกฟ้องร้อง บังคับคดี ขายทรัพย์สินทอดตลาด และชำระหนี้แทนเกษตรกรสมาชิกกองทุนจำนวน 3,602 ราย, ปลดหนี้ในรายที่เสียชีวิต พิการ ชราภาพ เจ็บป่วย เร่งโอนย้ายหนี้สินไปยังกองทุนฟื้นฟูฯ, ขยายเพดานการซื้อทรัพย์สินคืนของกองทุนฟื้นฟู และจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อซื้อที่ดินของเกษตรกรคืนจากธนาคาร จำนวน 1,500 ราย โดยเกษตรกรจะชดใช้หนี้กับกองทุนฯ แทน
นอกจากนี้ เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ 320,000 ราย ที่อยู่ในโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง (ได้แก่ ธกส. ธอส. ธ.ออมสิน เอสเอ็มอีแบงก์) ยังไม่ได้รับจัดการหนี้ ซึ่งแต่ละรายก็จะมีหนี้อยู่ประมาณ 2 แสนบาท ให้กองทุนฯ ช่วยเหลือให้บรรลุตามแผนด้วย
แนวคิดฟื้นฟูอาชีพให้ปลดแอกจากหนี้สิน
ลุงเกรียงศักดิ์ เล่าว่า ตัวเองมีข้อสงสัยมาตลอดว่า ทำไมยิ่งทำนายิ่งเป็นหนี้ จากการที่ชาวนากว่า 3 แสนรายเป็นหนี้มาตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งเข้าใจว่ามาจากโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตรกรรมตั้งแต่กระบวนการซื้อ-ขาย แปรรูป จัดจำหน่ายและส่งออกผลิตผลทางการเกษตรนั้นอยู่ในมือของนายทุน ในขณะที่ชาวนาผู้ผลิตไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาข้าวหรือผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆ อีกทั้ง ต้นทุนการผลิต เทคโนโลยีการผลิต ความแปรปรวนของสภาพอากาศ การกระจายน้ำไม่ทั่วถึง ผนวกกับธนาคารของรัฐที่ไม่เอื้อประโยชน์ให้แก่ชาวนา จนชาวนากำลังจะล่มสลาย แต่นายทุนรวยเอา ๆ
องค์กรชาวนากับการเคลื่อนไหวแก้ไขปัญหา
ชรินทร์ ดวงดารา ชาวนาจากอำเภอแปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา อายุ 67 ปี เล่าว่า เริ่มทำงานจัดตั้งองค์กรเมื่อปี 2546 จากการเป็นสมาชิกจนขึ้นมาเป็นผู้ประสานงานจังหวัดและผู้ประสานงานระดับเครือข่าย ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษา ได้เล่าถึงการต่อสู้และการจัดโครงสร้างองค์กรว่า ภายในเครือข่ายจะประกอบด้วย ผู้ประสานงานจังหวัด ๆ ละ 5 คนและผู้ประสานงานเครือข่ายจำนวน 6 คน
สมาชิกของเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทยมีอยู่ราว 8 แสนคน ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ต่อมาสมาชิกลดลงกว่าครึ่งซึ่งมีปัจจัย 2-3 ประการ ได้แก่ ทัศนคติทางการเมือง ผลประโยชน์ที่สมาชิกบางส่วนได้รับแล้ว แต่หลายส่วนยังไม่ได้รับ วิธีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน ความผันผวนของอาชีพ ทำนาแล้วเจ๊งและสมาชิกล้มหายตายจากไป
ในอดีตเครือข่ายฯ ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้สินตามเจตนารมย์ของกองทุนฟื้นฟูฯ ให้เกิดขึ้นจริง เพราะเครือข่ายฯ เป็นผู้ร่วมร่างกฎหมายนี้ด้วย เคยมีการชุมนุมพร้อมกันหลายจังหวัดที่ศาลากลางของแต่ละจังหวัด อีกทั้งยังได้ตั้งพรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย และได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในปลายปี 2550 โดยได้คะแนนเสียงราว 1.8 ล้านคะแนนแต่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2550 จึงไม่สามารถที่จะมี ส.ส.ในสภาได้
นับตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2557 เครือข่ายฯ ไม่ได้เคลื่อนไหวมากนัก และแกนนำถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับตามอง ทำให้ข้อเรียกร้องยังไม่ประสบความสำเร็จและถูกเจ้าหนี้ไล่บี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2559 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามใช้ ม.44 ยุบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ สมาชิกกว่า 3,000 คนจึงออกมาชุมนุมประท้วงกันที่ จ.สมุทรสาคร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2560 และประสบความสำเร็จในการปกป้องกองทุนฯ มาปีนี้ที่ยังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เครือข่ายฯ มุ่งที่จะจัดการกับปัญหาหนี้สินให้แก่เกษตรกรที่ 90% เป็นหนี้กับ ธกส. หากประสบความสำเร็จในการเรียกร้องครั้งนี้ ก็จะแก้ปัญหาหนี้ได้กว่าหมื่นล้าน แต่ก็ยังไม่คุ้มกับการต่อสู้ของชาวนา ไม่คุ้มกับสิ่งที่สังคมทำกับพวกเขาไว้ ที่กล่าวหาว่า หนี้เกิดจากความขี้เกียจของชาวนาหรือใช้เงินผิดประเภท แต่จริงๆ หนี้มาจากโครงสร้างการผลิตที่เฮงซวย ลุงชรินทร์กล่าวอีกว่า “ตอนที่ผมสู้ครั้งแรกปี 45 สังคมยังด่าชาวนาว่า เป็นหนี้เพราะเอาเงินไปกินเหล้าเมายา ไปซื้อหวยเล่นการพนัน เป็นหนี้เองก็ต้องใช้เอง ฉะนั้น สิ่งที่จะต้องทำในขั้นต่อไปคือฟื้นฟูอาชีพเกษตรและปรับปรุงโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตรไม่ให้ชาวนาเป็นหนี้เช่นที่ผ่านมา โดยเอาสิ่งที่นายทุนทำกลับคืนมาให้ได้”
“โครงสร้างการผลิตที่อยู่ในมือของนายทุน มูลค่าที่เกิดจากการผลิตในภาคเกษตรนับแสนๆ ล้านเข้ากระเป๋านายทุน นอกจากนี้ ยังมีนายทุนส่งออกอยู่ประมาณ 5 ตระกูล นอกจากนี้มีนายทุนโรงงานน้ำตาลเพียง 2-3 ตระกูล ที่มั่งคั่งร่ำรวยจากการทำงานของเกษตรกรรายเล็กรายกลางอย่างเรา” ลุงชรินทร์กล่าว
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ส่งออกได้โควตาข้าวมา ก็จะนำไปจ้างให้โรงสีสีข้าว ซึ่งโรงสีก็ทำกำไรจากค่าจ้างสีตันละประมาณ 3,000 บาท ในขณะที่ราคาข้าวอยู่ที่ 30 บาทต่อกิโลกรัม แต่ชาวนาขาดทุนและยากจนในเชิงโครงสร้างดังที่ว่ามา ฉะนั้น ในการทำแผนฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรในอนาคตจำเป็นต้องแก้ที่ระบบโครงสร้างการผลิต นั่นคือ นำมูลค่าที่นายทุนเอาไปกลับคืนมาเป็นของชาวนา โดยกลุ่มเกษตรกรจะรวบรวมผลผลิตและขายโดยตรงให้แก่หน่วยงานและธนาคารของรัฐ โดยไม่ผ่านนายทุน และรัฐต้องอำนวยความสะดวก สนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตและวัตถุดิบให้แก่เกษตรกรในราคาถูก เป็นต้น
ข้อคิดจากการทำงานมวลชนและจัดตั้งองค์กร
องค์กรของชาวนาที่ลุงชรินทร์ได้เรียนรู้และต้องการถ่ายทอดการทำงานด้านสิทธิให้แก่นักกิจกรรมสมัยนี้ คือ การต้องทลายกรอบคิดระบบอุปถัมภ์กับความเชื่อเรื่องเวรกรรมของคนชนบท การใช้ภาษาธรรมดาและเรียบง่ายในการสื่อสารกับชาวบ้านและพูดอย่างเป็นรูปธรรม การทำตัวให้กลมกลืน เช่นไม่แต่งกายแตกต่างจนเขารู้สึกว่าเป็นคนนอกที่ต้องการมาหาประโยชน์อย่างพวกเซลล์ขายปุ๋ย การศึกษาค้นคว้าวัฒนธรรมและปัญหาของแต่ละท้องที่จนถึงหาปัญหาในแต่ละพื้นที่ที่มีร่วมกัน การพิสูจน์กรรมวิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพด้วยการลงมือทำมากกว่าพูด การฝึกฝนให้ชาวบ้านชุมนุมในระดับย่อยไปจนถึงระดับชาติ การลงพื้นที่พบปะสมาชิกเป็นประจำ และสรุปบทเรียนจากการทำงานเคลื่อนไหว เพราะรูปการณ์จิตสำนึกและสภาพแวดล้อมทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ในส่วนนี้ คิดว่าจะมีการสรุปบทเรียนของพรรคเครือข่ายชาวนาฯ ซึ่งได้ใช้ทรัพยากรเงินทุนของสมาชิกที่เป็นชาวบ้านไปแล้วเป็นจำนวนมาก จึงไม่มั่นใจว่าจะสามารถลงเลือกตั้งทั่วไปในอนาคตได้หรือไม่
ต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของนักกิจกรรมเคลื่อนไหวที่จะศึกษาปัญหาของระบบโครงสร้างที่ไม่ยุติธรรม ถอดรหัสข้อคิดข้างต้น และนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดตั้งองค์กรภาคประชาชนให้เข้มแข็งเพื่อแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างต่อไป
*******************************
ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6

