โดย ไผ่แดง และ นวปัญญา
ที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินวาทกรรมเหล่านี้ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “ทุนนิยมที่มีหัวใจ” จากนโยบายที่ต้องการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนของพรรคเพื่อไทย หรือ “ทุนนิยมที่เป็นธรรม” จากนโยบายของพรรคก้าวไกลที่ต้องการการแข่งขันที่เป็นธรรมและทลายทุนผูกขาด แต่คำกล่าวเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขปัญหาความเหลื่อมลํ้าภายใต้ระบบทุนนิยม จริงอยู่ที่ทุนนิยมอาจจะมีหัวใจอย่างที่พวกเสรีนิยมกล่าวอ้าง แล้วหากจะกล่าวว่าทุนนิยมนั้นมีหัวใจ อย่างนั้นก็ไม่ผิดจากความจริงไปเสียทีเดียว เพราะหัวใจสำคัญของทุนนิยมคือการขูดรีดมูลค่าจากการทำงานของแรงงาน
อย่างที่คาร์ล มาร์กซ์ได้อธิบายเอาไว้ถึงลักษณะการขูดรีดของนายทุนใน หนังสือว่าด้วยทุน “ทุนคือแรงงานที่ตายไปแล้ว เปรียบเสมือนผีดิบ มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการดูดเลือดแรงงานที่มีชีวิต ยิ่งทุนเติบโต ก็ยิ่งดูดเลือดแรงงานมากขึ้น เวลาของคนงานคือเวลาที่นายทุนใช้กำลังแรงงานของคนงาน” โดยพื้นฐานแล้วในกระบวนการสะสมทุนจะต้องอาศัยทั้งแรงงานที่ตายแล้ว เช่น ที่ดิน เครื่องจักร วัตถุดิบ ปัจจัยการผลิต เป็นต้น ส่วนแรงงานที่มีชีวิตซึ่งก็คือกำลังแรงงานของคนงานที่ลงแรงลงไป เพื่อให้ทุนเติบโตต่อไปได้
เราอาจจะสามารถอธิบายอย่างง่ายได้ดังนี้ แรงงานทำงาน 8 ชั่วโมง ได้ค่าแรง 300 บาท นายทุนจะคำนวณจากต้นทุนในการผลิต นายทุนก็พยายามให้แรงงานใช้เวลา 8 ชั่วโมง ให้ผลิตได้เพิ่มขึ้นโดยค่าแรงยัง 300 เท่าเดิม สมมติว่าถ้าหากแรงงานผลิตมูลค่าได้ 300 บาทตั้งแต่ 3 ชั่วโมงแรก ดังนั้น มูลค่าใน 5 ชั่วโมงที่เหลือจะเป็นส่วนเกินที่จะตกไปอยู่กับนายจ้าง และในบางครั้งนายทุนอาจจะลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงเพื่อให้ได้ส่วนเกินที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลดค่าจ้างคนงานไปจนถึงเลิกจ้างคนงานบางส่วนแล้วเอาเครื่องจักรมาใช้แทนมากขึ้น หรือแม้แต่การเพิ่มภาระหน้าที่ให้คนงานมากขึ้น เพื่อรีดเอาส่วนเกินจากแรงงานให้ได้มากขึ้น เพื่อการแข่งขันทำกำไร
นั่นหมายความว่า มูลค่าเกิดจากการลงแรงของคนงาน แต่คนงานไม่ได้รับค่าตอบแทนที่สมควรจะได้รับ ดังนั้น จึงเป็นความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งกันระหว่างนายทุนที่ต้องการริบเอาส่วนเกินจากแรงงาน กับ แรงงานที่ต้องการค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพื่อนำไปใช้ในการยังชีพ และเพื่อความต้องการที่จะมีชีวิตอย่างอิสระไร้ความกังวล
จากที่กล่าวมานี้คือ สภาวะที่เป็นปกติของระบบทุนนิยมคือการพยายามหากำไร โดยการผลิตอย่างไม่วางแผน และการขูดรีดแรงงานอย่างบ้าคลั่ง แต่สภาวะที่ปรับตัวของระบบทุนนิยมก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจ ในช่วงนี้ที่ดูเหมือนระบบทุนนิยมนั้นสามารถให้ประโยชน์กับแรงงานอย่างมากตราบที่ผลกำไรของนายทุนและภาวะเศรษฐกิจยังคงเฟื่องฟูอยู่ ซึ่งการที่เป็นแบบนั้นไม่ได้มากจากความใจดีของกลุ่มนายทุน หรือความมีหัวใจของระบบทุนนิยมแต่อย่างใด ตรงกันข้ามสิทธิเหล่านี้นั้นเป็นผลมาจากการต่อสู้ของขบวนการแรงงานทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดระยะเวลาในการทำงานไม่เกินวันละ 8 ช.ม. สิทธิในการลาคลอด และสิทธิอื่นๆของแรงงาน แต่สภาวะที่กล่าวมาไม่อาจคงอยู่ได้ตลอดไปเพราะโดยกลไกของระบบทุนนิยมแล้วย่อมจะตามมาด้วยกับวิกฤตเศรษฐกิจมากมายเสมอ และรวมไปถึงข้ออ้างที่ชนชั้นนายทุนพร้อมที่จะตัดสวัสดิการต่างๆ ที่แรงงานเคยได้รับ ในช่วง 1970s-80s ที่เป็นกระแสเสรีนิยมใหม่ รัฐบาลในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรสมัยแทชเชอร์ และสหรัฐอเมริกาสมัยเรแกน ที่ใช้นโยบายรัดเข็มขัด ตัดสวัสดิการและทำลายความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อรักษา “วินัยทางการคลัง” นั่นเป็นการเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วหัวใจของระบบทุนนิยมนั้นมีไว้สำหรับใครกันแน่
แม้ว่าจะมีหลายพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ช่วยเหลือคนชั้นล่างอย่าง พรรคเพื่อไทย ที่มีนโยบายค่าแรงขั้นตํ่า 600 บาทและนโยบายเงินดิจิทัล หรือพรรคก้าวไกลที่เสนอนโยบายการทลายทุนผูกขาดจากนายทุนใหญ่ แต่ในท้ายสุดก็ไม่ได้หยุดหัวใจของระบบทุนนิยมหรือ “การขูดรีด” ได้อย่างแท้จริง ดังนั้น การปฏิวัติเพื่อสังคมนิยม จึงเป็นสิ่งจำเป็น และจะทำได้โดยชนชั้นกรรมาชีพเท่านั้น เพื่อปลดปล่อยทั้งสังคม
ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6

