โดย หม่อมถนัดซ้าย
การได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เรามักจะหลงลืมเพื่อนมนุษย์เพื่อไปเจอกับสังคมใหม่ ที่สังคมหยิบยื่นให้ตามการเติบโต เหมือนดั่งการเล่นเกม ในโลกทุนนิยม เราถูกกล่อมให้มองการพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ ตั้งแต่การแข่งขันสอบในระบบการศึกษา เพื่อเราจะได้เติบโตในหน้าที่การงาน จนไม่สามารถใช้เวลาร่วมกับคนที่เรารักได้ และแปลกแยกจากชนชั้นเดียวกัน หรือมีอีกแนว คือ เติบโตแล้วกลับไปด้อยค่าสังคมเดิมที่เคยอยู่ก็มี แต่ทุกคนก็อยากมีชีวิตที่ดี มันผิดตรงไหน
แน่นอนมันไม่ผิดหรอก ระบบทุนนิยมบีบให้เป็นดังที่กล่าวมาข้างต้น หลายครั้งยังเอาความเครียดจากการทำงานมาลงกับครอบครัว อย่างที่ โทนี่ คลิฟฟ์ มาร์กซิสต์ในอังกฤษ ได้อธิบายนงานเขียนเรื่องครอบครัวว่า “ระบบทุนนิยมที่สร้างสถานการณ์ที่พาคนส่วนใหญ่ไปหวังพึ่งความอบอุ่นของครอบครัวแต่แรก” แต่พื้นที่ดังกล่าวไม่สามารแยกออกจากโลกการทำงานได้ และ ท้ายที่สุดแล้ว ชนชั้นกรรมาชีพมีผลประโยชน์เดียวกัน ฉะนั้น การแข่งกันเอง จะไม่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้
ผมเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนพวกนี้ มันคือเรื่องจริง ชีวิตครอบครัวแรงงานจริง งานดูแลทางสังคมถูกผลักให้เป็น “ภาระส่วนตัว” ของกรรมาชีพที่ทำงานหนักและยาวนาน ทำให้เด็กที่โตมา ขาดการดูแลเอาใจใส่ หรืออาจทำให้เสียคนเช่นติดยา ซึ่งจริงๆแล้วมันยิ่งทำให้คนส่วนใหญ่ยิ่งด้อยพัฒนา และขาดแคลนบุคลากรคุณภาพในอนาคต ที่ผมกล่าวในขั้นต้นนั้นมันมีต้นเหตุมาจาก ที่สวัสดิการในโลกทุนนิยม มันห่วยแตก ต้องพิสูจน์ความจนและไม่ถ้วนหน้า
รัฐสวัสดิการ คือการที่รัฐดูแลสังคม อย่างครบวงจร ถ้วนหน้า และมีคุณภาพในระดับเดียวกัน โดยงบประมาณจะมาจากการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า คนรวยจ่ายมาก คนจนจ่ายน้อย ในปี 2566 ไทยมีเศรษฐีที่ร่ำรวยถึง 14,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงิน 509,454,840,000 บาท โดยความมั่งคั่งเหล่านั้นมาจากการทำงานของกรรมาชีพจำนวนหลายล้าน รัฐสวัสดิการจึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรมในการลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราชาวกรรมาชีพ
มันทำให้เราสามาถใช้ชีวิตได้ “ช้า” ลง ทำให้คนเป็นอิสระจากข้อจำกัดเรื่องปากท้องมาขึ้น ไม่เป็นหนี้บุญคุณใคร ไม่ต้องกังวลเรื่องความไม่มั่นคง กล้าทำสิ่งใหม่ กล้าทำตามแรงบันดาลใจ ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ อ.บุญส่ง ชเลธร ผู้ไปอยู่อาศัยในสวีเดนมากกว่า 30 ปี เขาเล่าเรื่องการดูแลสุขภาพถ้วนหน้าของสังคมที่นั่น การศึกษาที่นั่นจัดให้แบบฟรีทั้งหมด ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย เรื่องพวกนี้เป็นพื้นฐานชีวิต ที่ทำให้ทุกคนเริ่มต้นเท่าเทียมกัน ที่นั่นจะไม่มีการแบ่งว่าคนจนเท่านั้นที่ได้รับสวัสดิการ การจัดให้ทุกคนถ้วนหน้า ยังทำให้สังคมโดยรวมมองว่าสวัสดิการเป็นสิ่งที่ต้องหวงแหน ไม่ปล่อยให้คนบางกลุ่มต่อสู้ให้ได้มาโดยเพียงลำพัง ไม่ใช่เรื่องการกุศล
คุณฐณฐ จินดานนท์ บรรณาธิการหนังสือเศรษฐกิจ ผู้เคยไปเรียนประวัติศาสตร์เศรษฐกิจมากจากสวีเดน เล่าให้ฟังว่า ประเทศแถบสแกนดิเนเวียสมัยก่อนจัดว่ายากจนในหมู่ยุโรป แต่การรวมตัวอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของกลุ่มสหภาพแรงงานพร้อมกับบทบาทของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย ทำให้สามารถเจรจากับนายจ้างจนได้ค่าแรงมากขึ้น ได้สวัสดิการมากขึ้น และผลักดันรัฐสวัสดิการ
สรุปแล้ว การที่เราจะพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยการพัฒนาตัวเองและแข่งขันกับเพื่อนร่วมงานนั้น ไม่มีประสิทธิภาพและสร้างความแตกแยก การรวมตัวกันต่อรองจนถึงการต่อสู้องชนชั้นกรรมาชีพสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตเราชาวกรรมาชีพทั้งชนชั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างอาชีพครู อาจารย์มหาวิทยาลัย แพทย์ กรรมกรออฟฟิศ พนักงานภาคบริการ ฯลฯ ผู้ไร้ปัจจัยการผลิตและอำนาจให้คุณให้โทษ แต่มีพลังมหาศาลจากการอยู่ใจกลางการผลิต
ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6

