โดย แพรพลอย
เงินเฟ้อเป็นปัญหาที่ทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยกำลังเผชิญในประเทศแถบตะวันตกอย่างอเมริกา ตามการรายงานของสำนักข่าวเดอะการ์เดียน อัตราเงินเฟ้อประจำปีในเดือนเมษายนอยู่ที่ 4.9% ในอังกฤษอยู่ที่ 10.1% และในสหภาพยุโรปอยู่ที่ 6.9% แต่ในประเทศซีกโลกใต้อย่างอาร์เจนติน่า ที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมาชาวอาร์เจนตินาตบเท้าลงถนนเนื่องจากเงินเฟ้อประจำปีพุ่งสูงถึง 108% ราคาข้าวของที่แพงขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้ และเพื่อต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดของไอเอ็มเอฟที่ทำให้กว่า 40% ของชาวอาร์เจนตินาตกอยู่ภายใต้ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งอาร์เจนตินาไม่ได้เป็นเพียงประเทศเดียวที่กำลังประสบกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อในเลบานอนพุ่งสูงถึง 264% แต่ทำไมประเทศเหล่านี้ถึงกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงกว่าประเทศตะวันตก
ภาวะเงินเฟ้อเป็นปรากฏการณ์ที่มีความซับซ้อนและมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยในระบบทุนนิยม เช่น ในช่วงทศวรรษ 70 วิกฤตน้ำมันขาดตลาดทำให้เกิดเงินเฟ้อ ในช่วงนั้นอเมริกาที่กลายเป็นมหาอำนาจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัดสินใจยกเลิกระบบมาตราทองคำ (Gold standard) แล้วเปลี่ยนมาเป็นการผูกค่าเงินต่าง ๆ กับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแทน เนื่องจากต้องการผลิตเงินเข้าระบบเพิ่มเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ และวิกฤตนี้ก็ได้กรุยทางให้แนวคิดโปรตลาดเสรีนิยมใหม่แบบในยุคนางแทชเชอร์ที่โทษว่าคนงานเป็นสาเหตุของเงินเฟ้อมีบทบาททางการเมือง ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงเป็นการโจมตีชนชั้นแรงงานอย่างหนัก ทั้งการปรับใช้มาตรการรัดเข็มขัดตัดลดสวัสดิการ และวิธีย้ายโรงงานในประเทศตะวันตกไปยังประเทศที่ค่าแรงถูก เช่น จีน ยุโรปตะวันออก และลาตินอเมริกา ผลที่ได้คืออัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในโซนยุโรปในช่วงปี 1986-2001 สูงสุดอยู่ที่ 2.1% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำ วิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวยังคงปรับใช้มาจนถึงทุกวันนี้
แต่อาร์เจนตินาไม่ใช่ประเทศในโซนยุโรป และไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายตรงนั้น หลังจากการรัฐประหารในปี 1976 อเมริกาและไอเอ็มเอฟสนับสนุนเผด็จการทหารอาร์เจนตินาด้วยการให้กู้เงิน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมและเปิดรับแนวคิดตลาดเสรี หนี้จำนวนมากตรงนี้ทำให้ประเทศขาดความน่าเชื่อถือและค่าเงินเปโซอาร์เจนตินามีมูลค่าลดลง และยังเป็นผลมาจากผูกติดมูลค่าของเงินกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีความผันผวน เนื่องจากอเมริกาเป็นประเทศที่ลงทุนจำนวนมหาศาลไปกับการทหาร ซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อชนชั้นแรงงานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเพราะเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพราะแม้อาวุธจะมีราคาแพงแต่ไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้รักษาและผลิตซ้ำกำลังแรงงาน เสมือนเป็นการลงทุนจ้างคนไปขุดหลุมแล้วทิ้งไว้เฉย ๆ อัตราเงินเฟ้อในอาร์เจนตินาเคยพุ่งสูงถึง 3,000% ในปี 1986 นอกจากนี้การปรับใช้นโยบายขึ้นดอกเบี้ยลดการลงทุนหรือนโยบายเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่พวกเสรีนิยมเชื่อว่าเป็นวิธีการแก้เงินเฟ้อยังทำให้คนอาร์เจนตินาตกงานจำนวนมาก และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความอดอยากและปัญหาสังคมเช่น อาชญากรรม ทั้งหมดนี้ทำให้ช่วงก่อนโควิดระบาด อัตราเงินเฟ้อของอาร์เจนตินาเฉลี่ยอยู่สูงถึง 50% และในช่วงที่เศรษฐกิจหยุดชะงักท่ามกลางการระบาดของโควิด ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกตัดสินใจพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น อเมริกาหรือแคนาดาที่ตัดสินให้เงินช่วยคนงานในช่วงนั้น ในส่วนของอาร์เจนตินาเองก็มีการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเช่นกัน อีกทั้งอาร์เจนตินากำลังประสบกับภัยแล้งที่ทำลายสินค้าเกษตร ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุให้เงินเฟ้อในอาร์เจนตินาพุ่งสูงขึ้นจนถึงตอนนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ประเทศที่มีค่าแรงสูง
แต่ทั้งหมดนี้คือ ชีวิตคนไม่ใช่แค่ตัวเลข นโยบายดังกล่าวส่งผลต่อชีวิตของเราชนชั้นแรงงาน เหมือนช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่รัฐบาลปรับใช้มาตรการรัดเข็มขัดกับคนไทย หลังเป็นหนี้กับไอเอ็มเอฟ ตัดงบรัฐ ขายกิจการของรัฐให้เอกชน และปรับใช้นโยบายเศรษฐกิจถดถอยจนทำให้คนตกงานจำนวนมาก ในขณะที่เงินเฟ้อเป็นปัญหาเมื่อผู้บริโภคหรือชนชั้นแรงงานมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ไม่ออกไปใช้เงิน เศรษฐกิจจึงถดถอย แต่เสรีนิยมกลับเสนอวิธีการแก้ปัญหานี้ด้วยการทำให้คนงานมีเงินไม่พอใช้ เช่น การใช้นโยบายรัดเข็มขัดหรือนโยบายเศรษฐกิจถดถอย ดังนั้น จึงมีแต่ระบอบสังคมนิยมเท่านั้นจะสามารถช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ เพราะระบบสังคมนิยมเป็นการผลิตเพื่อใช้ ไม่ได้ผลิตเพื่อเเสวงหากำไรสูงสุด ทั้งเป็นการผลิตที่มีการวางเเผนอย่างเป็นระบบ ไม่มีการผลิตล้นเกินเหมือนอย่างที่ปรากฎในตลาดทุนนิยม ในระบบทุนนิยมนั้น เมื่อคนงานที่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจมีเงินไม่พอใช้ ก็เอาเงินไปให้คนงาน ด้วยการเพิ่มค่าจ้างให้คนงานตามทันอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงการทำรัฐสวัสดิการครบวงจรจากการเก็บภาษีคนรวยในอัตราก้าวหน้าเพื่อลดค่าใช้จ่าย เช่น ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าเทอม การลดจำนวนคนรวยผ่านการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น และยังเป็นการทำลายแนวคิดการมุ่งแสวงหาผลกำไรสูงสุดที่เป็นต้นตอที่แท้จริงของวิกฤตเงินเฟ้อ เพราะการขึ้นเงินเดือนให้กับแรงงานไม่ใช่สาเหตุของเงินเฟ้อ การที่นายทุนไม่อยากแบ่งปันและอยากรักษาผลกำไรให้เท่าเดิมโดยผลักภาระต้นทุนไปให้แรงงานต่างหากที่ทำให้ราคาสินค้าถีบตัวสูงขึ้น และต้องให้คนงานเป็นผู้วางแผนการผลิตร่วมกันอย่างเป็นประชาธิปไตยแทนระบบกลไกตลาดเสรีที่สร้างวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อ้างอิง
1. Eric Toussaint. (2019). Argentine : le tango de la dette entre 1975 et 2003. จากเว็บไซต์ cadtm.org
2. Adam Booth. (2022). Marxism, money, and inflation. จากเว็บไซต์ socialist.net

