โดย แสงยุทธนา
“คุณไม่มีวันเห็นโลกทุนนิยมที่ไร้ซึ่งการเหยียดหยามเพื่อนมนุษย์” นี่เป็นคำกล่าวของ มัลคอล์ม เอ็กซ์ (Malcolm X) นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน และเขามองว่าการกดขี่ทั้งปวงไม่ว่าทางเพศ ทางเชื้อชาติ ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้กับระบบทุนนิยมทั้งสิ้น บทความนี้จึงเขียนมาให้คำตอบว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นแบบนั้น
ในสังคมปัจจุบันเมื่อมีคนพูดถึงคนรักเพศเดียวกันหรือคนข้ามเพศ (LGBTQ+) มักจะพูดถึงในเชิงตลกขบขันเหมือนกับว่าผู้คนเหล่านั้นแตกต่างจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไป เห็นได้จากสื่อ ละคร หนัง ที่มักจะให้คนเหล่านี้รับบทเป็นตัวแสดงที่ทำตัวน่าหัวเราะเยาะใส่เพียงเท่านั้น แต่สำหรับเราฝ่ายซ้าย คำถามคือทำไมคนเหล่านี้จึงถูกสังคมมองว่าเป็นคนไม่ปกติ? คำตอบคือเป็นเพราะระบบทุนนิยมและชนชั้นที่ดำรงอยู่ เพราะระบบปัจจุบันเป็นระบบที่เน้นครอบครัวแบบผัวเดียว-เมียเดียว พ่อ-แม่ ซึ่งจารีตแบบนี้เป็นสิ่งที่กีดกันสิทธิเสรีภาพทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นของสตรีหรือของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ชนชั้นปกครองในระบบทุนนิยมพยายามสร้างวัฒนธรรมให้สังคมมีแค่สองเพศเพียงเท่านั้น คือเพศหญิงและเพศชาย ส่วนเพศอื่นๆ จะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ทั้งๆ ที่สังคมไทยและสังคมโลกมีคนที่มีความหลากหลายทางเพศมาเป็นพันๆ ปีแล้ว มิใช่สิ่งใหม่หรือแปลกประหลาดแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุที่จารีตแบบนี้ถูกสร้างขึ้นมา ก็เพื่อรองรับการผลิตมนุษย์รุ่นต่อไปเพื่อไปเป็นแรงงานราคาถูกในระบบ คือเป็นการทิ้งภาระหน้าที่ให้ปัจเจกเป็นคนเลี้ยงลูกในสังคม โดยผู้หญิงต้องรับภาระหลักและให้คุณค่าความสำคัญของครอบครัวภายใต้ความสัมพันธ์แบบผัว-เมีย จนนำไปสู่การแบ่งแยกเพศหญิง-ชาย เช่น ความเป็นชายต้องเป็นผัว ความเป็นหญิงต้องเป็นเมีย โดยในหนังสือ “เพศในเขาวงกต” กล่าวถึงระบบครอบครัวว่า ระบบปิตาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ความจริงแล้วมันเป็นเพียงแค่กฎแห่งศีลธรรมที่พยายามหลอมรวมครอบครัว การแต่งงาน การจดทะเบียนสมรส เข้าด้วยกัน ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ติดมากับผู้ชายทุกคนมาตั้งแต่กำเนิด แต่มันคือสิ่งที่รัฐชาติในระบบทุนนิยมต้องการใช้ควบคุมพลเมือง ให้อยู่ในความสัมพันธ์ในรูปแบบผัวเดียวเมียเดียว
แต่เมื่อระบบทุนนิยมเริ่มเติบโตขึ้นและดึงผู้หญิงเข้าไปทำงานในที่ทำงานมากขึ้นเพราะขาดกำลังแรงงาน ผู้หญิงเหล่านี้ก็เริ่มมีความมั่นใจในการรวมตัวเพื่อต่อสู้กับการกดขี่ การต่อสู้ของพวกเขานำไปสู้การต่อสู้ของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศและกลุ่มคนผิวสีที่ถูกกดขี่ให้รวมตัวกันเพื่อต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ที่พวกเขาควรจะได้รับ และการต่อสู้ของพวกเขาก็ปรากฎขึ้นในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วยก็เช่นกัน นี่คือสาเหตุที่ชนชั้นปกครองเริ่มที่จะยอมรับสิทธิทางเพศบางส่วน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงปกป้องจารีตแบบครอบครัวผัวเดียว-เมียเดียวเอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันในตัวเอง และเปิดช่องให้สู้กันต่อไป แต่บ่อยครั้งพรรคการเมืองในระบอบรัฐสภากลับเอาแต่พูดถึงปัญหานี้ในเชิงนามธรรมเช่น “ทุกเพศควรเท่าเทียมกัน” และบางพรรคการเมืองจะเสนอให้แก้กฎหมาย แต่บ่อยครั้งก็พูดแบบคลุมเครือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และนำไปสู่การประนีประนอมกับพวกฝ่ายอนุรักษ์นิยม และที่สำคัญคือพรรคการเมืองเหล่านี้ไม่กล้าที่จะปลุกระดมมวลชนให้เปลี่ยนความคิด นี่คือสาเหตุที่ฝ่ายซ้ายต้องสร้างพรรคขับเคลื่อนมวลชนของตนเอง ในโลกตะวันตกมีการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพทางเพศมานานแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องชื่อเรียกในเอกสาร เรื่องการเข้าห้องน้ำตามเพศสภาพตนเอง หรือแม้แต่สิทธิการติดคุกตามเพศสภาพ แต่น่าเสียดายที่นักสิทธิสตรีที่มีหัวใจคับแคบล้าหลัง (หรือที่เรียกกันว่า “เทิร์ฟ”) กลับต่อต้านการเรียกร้องสิทธิเหล่านี้ ด้วยข้ออ้างที่ว่าจะลดทอนความเป็นผู้หญิง
พวกเราชาวฝ่ายซ้ายมองว่าไม่ว่ามนุษย์ในสังคมอยากจะเป็นเพศอะไรล้วนเป็นสิทธิเสรีภาพเขาที่จะได้รับ และสิทธิที่พวกเขาจะได้มานั้น จะต้องได้มาจากการต่อสู้เพื่อมันเท่านั้น เพื่อความเป็นธรรมในสังคมจะต้องสนับสนุนสิทธิเสรีภาพทางเพศอย่างไม่มีเงื่อนไข ตราบใดที่สิทธิของสตรี คนข้ามเพศ และคนผิวสียังไม่เกิดขึ้น ตราบใดที่วัฒนธรรมเหยียดเพศยังไม่หายไปไหน ตราบใดที่สังคมทุนนิยมยังดำรงอยู่ ประชาธิปไตยที่ไร้การกดขี่ทั้งมวลจะไม่มีวันเกิดขึ้น

