โดย คมกริต
หลังความพ่ายแพ้จากการลงถนน นำมาซึ่งความรู้สึกถึงทางตัน แนวคิดกระแสหลักจะยิ่งมีอิทธิพลมากต่อขบวนการ มีความคิดมากมายที่บั่นทอนกำลังใจ “คนธรรมดาลำบากเกินไป” “กรรมาชีพต้องทำมาหากินตลอด ไม่มีเวลามาสนใจการเมือง” แต่กระแสการต่อสู้มีขึ้นมีลงเสมอ
หลังจากที่พรรคฝ่ายประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้ง จากการปราศรัยปลุกระดมประชาชนให้ออกมาเลือกตั้งพร้อมกับการเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนชั้นล่าง ถึงแม้ว่ามันจะให้ความหวังแก่เราที่จะเห็นสังคมที่มีความเสมอภาคและสิทธิเสรีภาพมากขึ้น แต่ยังมีกระแสที่ชวนให้เราพึ่งพาคนกลุ่มเล็ก ๆ หรือผู้ทำแทนให้ และมองไม่เห็นการต่อสู้ของคนชั้นล่าง
นโยบายที่เกี่ยวกับการขยายสิทธิเสรีภาพและปากท้อง เป็นผลมาจากการต่อสู้บนท้องถนนไม่ว่าจะเป็นขบวนการเสื้อแดงจนถึงขบวนการคนหนุ่มสาว เช่น การเสนอรัฐสวัสดิการ การขยายสิทธิลาคลอด ยกเลิก 112 การปฏิรูปต่าง ๆ การตั้งสหภาพแรงงาน ฯลฯ จนเป็นที่ถกเถียงกันทั่วไป ณ ปัจจุบัน
กระแสการต่อสู้ที่ยากจะคาดเดาไม่ได้หมายความว่าจะอาศัยเพียงวิ่งตามมันเท่านั้น นักปฏิวัติ เลออน ทร็อตสกี้ เคยอธิบายในงานเขียนเรื่อง “ในวิกฤตเศรษฐกิจกรรมาชีพจะสู้หรือไม่?” ว่า ในช่วงวิกฤตเศรษกิจการเมือง มักจะพาให้เราไปพึ่งปัจเจก และแนวคิดประนีประนอมกับระบบ ไม่ว่ากระแสจะสูงหรือต่ำ เราต้องเตรียมพร้อมเสมอ ใน “วิธีการสร้างพรรคกรรมาชีพของเลนิน” ได้ให้บทเรียนไว้เกี่ยวกับการทำงานมวลชน ใจความสำคัญคือ ต้องมีการจัดกลุ่มศึกษาเป็นประจำเพื่อรวบรวมบทเรียนการต่อสู้โดยไม่พึ่งพาชนชั้นนำมาคิดให้ สร้างความสัมพันธ์กับมวลชนระดับรากหญ้าพร้อม ๆ กับขยายผู้ปฏิบัติงาน และฝึกฝนการประสานงานจากทุกภาคส่วน
การพึงพอใจต่อการเลือกตั้ง 2566 และการที่ได้จัดตั้งรัฐบาลเพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะรัฐมีกลไกมากมายในการขัดขวางการทำงาน พรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะถูกบีบให้ประนีประนอมและเดินถอยจากนโยบายก้าวหน้า ซึ่งจะเกิดขึ้นกับนักสหภาพที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีด้วย
เรามีบทเรียนจากสากลมาแล้ว แกนนำที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแรงงานพยายามเลื่อน ชะลอการนัดหยุดงานหรือขัดขวางการนัดหยุดงานทั่วไป และพยายามจำกัดการต่อสู้ไว้ที่โต๊ะเจรจา เช่น ในอังกฤษ และฝรั่งเศสเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ในด้านหนึ่งคือเพื่อรักษาตำแหน่งเป็นการผู้นำสหภาพแรงงานอย่างถูกกฎหมาย
ฉะนั้นการเตรียมมวลชนเพื่อกดดันกลไกรัฐสภา จนไปถึงการเปิดม่านและรื้อถอนโครงสร้างอำนาจรัฐเป็นสิ่งจำเป็น ยิ่งในช่วงนี้ ที่ประชาชนมีกำลังใจและกล้าฝันถึงความเปลี่ยนแปลง สำหรับนักสังคมนิยม เห็นแล้วว่า ชนชั้นกรรมาชีพมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างถอนรากถอนโคน แต่ต้องอาศัยการจัดตั้งด้วย
ในการเตรียมความพร้อม เราสามารถประยุกต์บทเรียนจาก เจน ฮาร์ดี้ นักวิจัยแรงงาน ซึ่งใจความสำคัญคือการจัดตั้งสหภาพแรงงานและการนัดหยุดงานหรือการประท้วงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เกิดขึ้นผ่านแกนนำที่เชื่อมโยงกับคนงานรากหญ้าอย่างใกล้ชิดและมีโครงสร้างสหภาพที่เอื้อให้คนงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ตลอดเวลา และบ่อยครั้งการมีเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาในสหภาพ ช่วยทำให้การต่อสู้เข้มแข็งมากขึ้น และตอนนี้ก็มีความพยายามรวมตัวกันแล้ว เช่น สหภาพบุคลากรทางการแพทย์ และสหภาพแรงงานสร้างสรรค์ ที่นำโดยแรงงานรุ่นใหม่

