ระบบการเงินที่พัฒนาทุนมายาเพื่อเก็งกำไร

โดย พัชณีย์ คำหนัก

เรามักคุ้นเคยภาคการผลิตในระบบทุนอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ มากมายเพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวัน ที่เรียกว่าภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง มีผลกำไรจากการลงทุนของนายทุน และมีค่าจ้างเป็นผลตอบแทนให้แรงงาน ไปจนถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่มาจากการแข่งขัน การลงทุนเครื่องจักรเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การผลิตล้นเกินเช่นบ้าน คอนโด และการลดลงของกำไร การขาดทุนที่นำไปสู่การลดค่าจ้างสวัสดิการและเลิกจ้างแรงงาน  ส่วนการบริการทางการเงินของสถาบันการเงิน ธนาคารที่เป็นแหล่งรับฝากเงิน เงินกู้ สินเชื่อ มีรายได้จากดอกเบี้ย และกำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินฝากและเงินให้กู้  ทั้งยังผลิตเครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อน เช่น อนุพันธ์ ที่ค่าของมันดึงเอามาจากค่าของสิ่งอื่น เช่น หุ้น พันธบัตร อัตราแลกเปลี่ยนหรือสินค้าอื่น ๆ  เรียกได้ว่าเป็นระบบทุนทางการเงิน (financial system) เพื่อซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ อย่างอนุพันธ์เช่น สัญญาการซื้อขายล่วงหน้า (futures) เป็นสัญญาซื้อหุ้น อัตราแลกเปลี่ยน สินค้า ที่จะส่งมอบกันในอนาคตด้วยราคาปัจจุบัน หรือการซื้อและขายเงินดอลลาร์สหรัฐจำนวนมากเพื่อหวังจะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคต การซื้อขายในลักษณะนี้ไม่ต่างจากการพนันทางข้อมูลตัวเลข จากการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคต หรืออาจจะถูกเรียกว่า ทุนนิยมคาสิโน (James Fulcher. ทุนนิยมความรู้ฉบับพกพา ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย แปล, เม.ย. 2554) 

​ส่วนกรณีพันธบัตรรัฐบาล เมื่อรัฐกู้เงินจากนายทุน ประชาชนหรือตลาดการเงิน รัฐจะออกพันธบัตร ผู้ซื้อพันธบัตรจะไม่ได้ “เงินทุน” กลับมาในลักษณะของการหมุนเวียนของทุนในระบบการผลิต เพราะเงินทุนนั้นรัฐเอาไปใช้จ่ายลงทุนหมดแล้ว แต่พันธบัตรคือเอกสารที่ให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์ใช้อ้างสิทธิ์กับรัฐ เพื่อจะได้คืนจากเงินภาษีที่รัฐจัดเก็บเป็นรายได้ในอนาคต (ปริมาณเงินคืนที่จะได้คือ ราคาพันธบัตรบวกดอกเบี้ย) นอกจากนี้ ผู้ถือพันธบัตรสามารถขาย “ความเป็นเจ้าของ” ต่อให้ผู้อื่นได้ แต่เงินที่ใช้ซื้อพันธบัตรไม่ถือว่าเป็น “การลงทุน” เพราะมันใช้ลงทุนไปแล้ว แต่เป็น “ทุนมายาหรือทุนสมมติ”

​อีกทั้ง ทุนที่ได้ดอกเบี้ยเป็นต้นกําเนิดของรูปร่างเพี้ยนๆ ทั้งหลาย หนี้สินกลายเป็นสินค้าที่ซื้อขายได้ในความคิดของนายธนาคาร  เช่น กรณีการขายต่อหนี้คนจนที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตธนาคารปี 2009 (ใจ อึ๊งภากรณ์. มิ.ย. 2553. ว่าด้วยทุนของคาร์ล มาร์กซ์ ฉบับย่อ ภาษาง่าย. หน้า 75)

​การเกิดวิกฤตสินเชื่อในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มก่อตัวเมื่อปี 2006 และก่อให้เกิดผลกระทบต่อแรงงานในภาคการเงินและภาคอื่นๆ มีการเลิกจ้างราว 5 ล้านในปี 2008, 2009 ซึ่งผู้เขียนได้เอ่ยถึงในบทความก่อนหน้านี้ว่า ก่อนเกิดวิกฤต ตลาดการเงินสหรัฐฯ เฟื่องฟูมากจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับสูงขึ้นถึง 124% ระหว่างปี 1997-2006 (ดร.กรกรัณย์ ชีวะตระกุลพงษ์ 2551 ผลกระทบของวิกฤตการณ์ซับไพรม์ต่อประเทศไทย) แต่เพราะพึ่งพิงสินเชื่อเคหะด้อยคุณภาพ คือ สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้แก่คนที่เครดิตการเงินต่ำกว่าที่ควรอนุมัติ แลกกับการได้ค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าปกติ  หรือที่รู้จักกันในนามซับไพร์ม มอร์เกจ และตราสารอนุพันธ์ จนเกิดภาวะฟองสบู่แตก และเพราะมีการเก็งกำไรในตลาดที่อยู่อาศัย ด้วยการเอาใบที่จำนองไปขาย โดยแปลงให้เป็นหลักทรัพย์ที่มีสินเชื่อหนุนหลัง (MBS) จากนั้นนำไปจัดลำดับและจัดเป็นกลุ่มรวมกัน (pool) และนำไปแปลงต่อเป็นตราสารที่มีหนี้เป็นหลักประกัน (CDO) ที่จะเป็นหลักทรัพย์ซื้อขายกันโดยตรงระหว่างสถาบันการเงินที่ออกตราสารกับนักลงทุน เพื่อดึงเงินจากนักลงทุนมาปล่อยให้คนกู้บ้านเพิ่ม ทั้งนักลงทุนมองว่า หนี้บ้านมีความเสี่ยงต่ำจึงปลอดภัย (ถ้าลูกหนี้ไม่เบี้ยวหนี้ ทิ้งบ้านหรือบ้านราคาลดลงอย่างรุนแรง)  แต่ปัญหาแรกที่เป็นต้นต่อของวิกฤต Subprime คือ การประเมินหุ้นกู้เคหะด้อยคุณภาพนั้นว่ามีความเสี่ยงต่ำ และหุ้นกู้เสี่ยงสูงจำนวนมากได้เรทติ้งดีกว่าที่ควร และยังเชื่อว่าบ้านเป็นสินทรัพย์ที่คนจะทิ้งเป็นอย่างท้าย ๆ หากมีปัญหาการเงิน มันจึงมักถูกประเมินว่าเป็นหลักทรัพย์ที่มีอัตราหนี้เสียต่ำกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยถูกปรับขึ้น คนที่กู้ซื้อบ้านเริ่มจ่ายดอกไม่ไหว และเริ่มทิ้งบ้าน เกิดฟองสบู่แตก  

​เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงเกิดการยึดทรัพย์ไปทั่วประเทศ อีกทั้ง คนซื้อน้อยลง บ้านที่สร้างไว้ ไม่มีคนซื้อ สุดท้ายราคาบ้านทั้งตลาดก็เข้าสู่ขาลง และลดลงไปกว่า 30% จากจุดสูงสุด สถาบันการเงินจึงขาดทุนย่อยยับ หนี้เสียพุ่ง (หนี้ด้อยคุณภาพอย่างหนัก) นักลงทุนเทขายหุ้น มีธุรกิจล้มละลาย มีคนตกงานจำนวนมาก ความเสียหายราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของสถาบันการเงินอื่นๆ อีก และลามไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรป ที่แย่คือ รัฐบาลใช้นโยบายรัดเข็มขัดตัดสวัสดิการเพื่อนำเงินไปฟื้นฟูภาคการเงิน เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ FED ปล่อยเงินกู้ฉุกเฉินให้แก่บริษัท AIG ที่ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงและเกือบล้มละลายถึง 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อให้เกิดการประท้วงของแรงงาน

นั่นคือ การเติบโตของระบบการเงินที่ได้พัฒนาทุนมายาหรือทุนสมมติ เช่น อนุพันธ์ พันธบัตรรัฐบาล subprime และการเก็งกำไรในตลาดรอง การปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ ซื้อมาขายต่อหลายทอดจนราคาสูงกว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เป็นจริง และเมื่อเกิดวิกฤตก็ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาคการผลิตจริง และการจ้างงาน ถือเป็นระบบกาฝากดูดเลือดดูดเนื้อที่แปลกแยกจากภาคเศรษฐกิจจริง และเป็นระบบที่ไม่สร้างผลิตภาพ

​นอกจากนี้ พัฒนาการทางเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบันอยู่ในภาวะกลับหัวกลับหาง คือ ผู้ผลิต (Maker) คือคนที่ทำให้เศรษฐกิจแท้จริงเติบโต เช่น พนักงาน องค์กรธุรกิจ บริษัทผลิตสินค้าและบริการ และความคิดนวัตกรรมต่างๆ ต้องกลายมาเป็นคนทำงานเพื่อรับใช้คนที่เอาประโยชน์ (Takers) คือพวกสถาบันการเงินต่างๆ เงินทุนไม่ได้ถูกปล่อยกู้ให้กับโครงการและความคิดใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิดการจ้างงาน แต่หันเหไปสู่สินทรัพย์ที่มีอยู่แล้ว เช่น บ้าน หุ้น หรือพันธบัตร โดยนำมาเฉือนเป็นชิ้นเพื่อเอามาขายใหม่ 

​ในยุคทุนนิยมทางการเงินทำให้กลไกเศรษฐกิจหลุดออกจากบริบทของสังคม ขาดการควบคุม เพราะธุรกิจนี้มุ่งแสวงหากำไรเป็นเป้าหมายสำคัญเหนือเป้าหมายอื่น ๆ บางคนเรียกเศรษฐกิจนี้ว่า ยุค “ธุรกรรมการเงิน” ทุนนิยมคาสิโน หรือทุนนิยมนักลงทุน ซึ่งธุรกรรมทางการเงินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือการแลกเปลี่ยนสินค้านั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่นับจากทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา การเปิดเสรีด้านการเงิน เข้า-ออกระหว่างประเทศง่ายและรวดเร็ว และการลดการผลิตด้านอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ทำให้ธุรกิจภาคการเงินขยายตัวมากขึ้น ภาคการเงินสหรัฐฯ มีสัดส่วน 8% ของเศรษฐกิจทั้งหมด แต่สร้างผลกำไรที่มีสัดส่วน 30% ของธุรกิจทั้งหมด (ปรีดี บุญซื่อ พ.ค. 2017  เข้าใจ “ทุนนิยม” ยุคธุรกรรมการเงิน เมื่อ Apple มีมูลค่ามากกว่าเศรษฐกิจของ 160 ประเทศ) และธนาคารใช้ทุนมายาในการอ้างสิทธิ์ที่จะหารายได้จากดอกเบี้ย กำไรส่วนต่างในอนาคตเพื่อสะสมทุนต่อไป 

โดยสรุปคือ ทุนสมมติหรือทุนมายาในมุมมองของมาร์คซ์ คือสิ่งที่รู้จักกันในปัจจุบันว่าเป็นหลักทรัพย์ทางการเงิน ในสังคมทุนนิยมรายได้ใด ๆ สามารถนำไปแปลงเป็นทุนได้ โดยอ้างสิทธิ์ตามมูลค่าที่ผลิตขึ้นในสังคม ซึ่งเป็นเรื่องสมมติเพราะมูลค่าทุนของหลักทรัพย์ทางการเงินอาจแตกต่างจากกระบวนการสร้างมูลค่าใด ๆ ในสังคม ซึ่งจะก่อให้เกิดและสนับสนุนการเก็งกำไร ขยายขอบเขตของระบบสินเชื่อ แต่ไม่รับประกันการผลิตมูลค่าในอนาคต โดยคาดว่าจะได้ผลตอบแทนกลับมา แต่ระบบเครดิตมีแนวโน้มที่จะเกิดการเก็งกำไรอย่างเฟื่องฟูและไร้เสถียรภาพ ดังวิกฤตการเงินที่ผ่านมา

​​ผู้ใช้แรงงานในฐานะผู้บริโภคไม่สามารถมีบ้านในราคาที่เหมาะสมได้ เพราะกลายเป็นสินค้าเก็งกำไรของทุนนิยมการเงิน  อีกทั้ง นักธุรกิจธนาคารพาณิชย์ยังเก็งกำไรจากการกักตุนสินค้า จนทำให้ราคาสูงขึ้น สะสมความมั่งคั่งจากเงินอย่างไม่สิ้นสุด สร้างความเหลื่อมล้ำแก่สังคม ชนช้้นแรงงานจะต้องต่อต้านการเก็งกำไร เรียกร้องเพิ่มค่าจ้างและสวัสดิการ ไม่ให้นายทุนทุกภาคส่วนมาครอบงำง่ายๆ

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ