โดย หม่อมถนัดซ้าย
ชั่วโมงนี้เราจะไม่พูดถึงการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้เลยเพราะมันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง ที่เราไม่ต้องการให้พรรคฝ่ายเผด็จการกลับมาอีก ไม่ว่าพรรคก้าวไกลจะได้ตั้งรัฐบาลหรือไม่ กรรมาชีพอย่างเราก็ต้องทำงานอาบเหงื่อ นั่งทำจนปวดหลังอยู่ดี โดยนโยบายพรรคฝ่ายประชาธิปไตยที่เพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้กรรมาชีพมากขึ้น ผมมองว่า มันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน คือ กรรมาชีพเสมือนเป็นหุ่นยนต์ที่เฟืองขาดน้ำมันเครื่อง การเพิ่มค่าแรงก็เหมือนการหยอดน้ำมัน ให้เหล่าหุ่นยนต์กรรมาชีพ ให้เฟืองมันลื่นขยับได้ดีขึ้นหน่อย เพราะกรรมาชีพยังต้องเจอปัญหาเดิม ๆ อยู่ดี ก็คือ นายทุนสามารถไล่เราออกจากงานได้ทุกเมื่อโดยไม่แคร์ ลูกจ้างจะดำรงชีพกันยังไงต่อ ก็ต้องหางานใหม่ และงานก็หายากขึ้น
การแก้ปัญหาให้กรรมาชีพที่แท้จริง ไม่ควรมองแบบประเด็นเดียว แต่มองในเชิงระบบ เพราะทุกปัญหาล้วนเชื่อมโยงกัน เช่น นโยบายการจ้างงานที่เป็นธรรมมากขึ้นของพรรคก้าวไกล การส่งเสริมการรวมกลุ่มของแรงงานและเจรจาต่อรองร่วมกับนายจ้าง โดยจะรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และ 98 ส่งเสริมการปรับปรุงสภาพการทำงานที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา เราพอมีกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิแรงงานขั้นต่ำ สิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานและเจรจากับนายจ้างเพื่อปรับปรุงสภาพการจ้างงาน หรือ ก.ม.ความปลอดภัย สุขภาพและสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน แต่ปัญหาคือการมีหน่วยงานรัฐที่ไม่อยู่เคียงข้างผู้ใช้แรงงาน เจ้าหน้าที่รัฐละเลยการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ปรับปรุงมาตรฐานการจ้างงาน ซ้ำปล่อยให้มีชั่วโมงการทำงานมากเกินไป และเราก็ยังมีสถาบันใหญ่คือทหาร ที่ทำรัฐประหาร ฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำลายอำนาจของประชาชนคนธรรมดาด้วย ซึ่งสะท้อนถึงรัฐไทยที่ไร้สำนึกในเรื่องสิทธิและทุจริต
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลใหม่ควรมีวาระในการส่งเสริมเสรีภาพและอำนาจต่อรองของแรงงาน สร้างกลไกการตรวจสอบรัฐมากขึ้น เช่น สิทธิในการนัดหยุดงานของแรงงาน ยึดโรงงานหากนายจ้างไม่สามารถดำเนินการต่อ ยกเลิกสิทธิการปิดงานของนายจ้าง เพิ่มอำนาจการตัดสินใจร่วมกับนายจ้างในการบริหารธุรกิจ กลไกการร้องเรียนปัญหาและเรียกร้องสิทธิของกระทรวงแรงงานต้องเร่งเวลาการสืบสวนหาสาเหตุ ตัดสินและบังคับจากนายจ้างให้เร็วขึ้น ตั้งสภาประชาชนเป็นกลไกตรวจสอบคานอำนาจกับกระทรวง อธิบดีมาจากการเลือกตั้ง เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้ นักสหภาพแรงงานได้เตรียมการยื่นแก้ไขแล้วส่วนหนึ่ง และกรรมาชีพไม่ควรต้องรอรัฐบาลหรือพึ่งรัฐบาลให้แก้ปัญหาแรงงานทั้งระบบ เพราะพรรคการเมืองขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นท้าทายระบบทุนนิยม และอาจถูกกลุ่มพลังของชนชั้นนายทุนกดดันได้ ด้วยข้ออ้างสารพัด เช่น จะย้ายฐานการผลิตไปยังเพื่อนบ้านบ้าง จะล้มละลายบ้าง แข่งขันการค้ากับประเทศอื่นไม่ได้ ที่สะท้อนให้เห็นว่า ทุนอยู่ได้ด้วยการกดขี่แรงงานให้มีชีวิตอยู่แบบวันต่อวันหรือมีรายได้แบบเดือนชนเดือน
กล่าวโดยสรุป เมื่อการเพิ่มค่าแรงเป็นเพียงการหยอดน้ำมันให้หุ่นยนต์ทำงานคล่องขึ้น จึงต้องมีนโยบายแรงงานด้านอื่นๆ เพื่อฟื้นสถานะทางเศรษฐกิจของแรงงาน และต้องรวมไปถึงการสร้างเครื่องมือ กลไกที่เพิ่มอำนาจให้แก่ชนชั้นแรงงาน เพื่อประกันการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีและปกป้องประชาธิปไตยตั้งแต่ที่ทำงาน ในระบบยุติธรรม และระบบการเมือง ต่อต้านเผด็จการของนายทุนและการทำรัฐประหาร
และในยามเกิดวิกฤตศรษฐกิจทุนนิยมกับความขัดแย้งทางการเมืองที่ชนชั้นนำหลายประเทศพยายามฟื้นรัฐอำนาจนิยม เช่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้อำนาจปกครองอยู่ในมือคนกลุ่มน้อย ตัดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาของประชาชนออกไป หากเราติดตามการต่อต้านร่างกฎหมายการสร้างงาน (Omnibus law) ของแรงงาน ชุมชน นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม คนหนุ่มสาวในอินโดนีเซียเมื่อปลายปี 63 ในรัฐบาลของประธานาธิบดีโจโกวี จะพบว่า ร่างกฎหมายที่ออกมามีลักษณะลดทอนความเป็นอยู่ของแรงงาน เพราะต้องการดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจง่ายขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจหลังได้รับผลกระทบจากโควิด ด้วยการจ้างงานเหมาช่วง ไร้ความมั่นคง ขาดการคุ้มครอง การชดเชย ลดมาตรการปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และนี่คืออิทธิพลของชนชั้นปกครอง นายทุนที่มีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดชีวิตของกรรมาชีพ ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายแรงงานและนักสังคมนิยมต้องรับมือมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งคงถึงเวลาแล้วที่เราต้องสร้างขบวนการต้านการครอบงำของชนชั้นนายทุนเสียที

