แปลโดย ทาเคโอะ ยูกิ
ตอนที่แล้ว แซม ออร์ด ได้อธิบายศีลธรรมว่าเกี่ยวข้องจุดยืนทางชนชั้นด้วย ดังนั้น ศีลธรรมของชนชั้นปกครอง กับ ศีลธรรมของนักสังคมนิยมจึงเป็นเส้นขนานกันที่ไม่อาจบรรจบกันได้ โดยบทความตอนจบนี้ ถ้าผู้อ่านอยากรู้ว่าตอนที่ 1 ผู้เขียนกล่าวถึงอะไร ขอให้ท่านย้อนไปอ่านหนังสือพิมพ์ของเดือน พ.ค.
ทรอตสกี้กล่าวว่า “ ผู้คุมทาสใช้เล่ห์เพทุบายและความรุนแรงจับทาสมาใส่โซ่ตรวน และทาสคนนั้นก็ได้ใช้เล่ห์เพทุบายและกำลังในการปลดโซ่ตรวนนั้นออก เราจะยอมให้ “ศีลธรรม” และพวกคณะขุนนางใจคดมากล่าวกับเราว่า สองคนนี้มีความผิดเท่ากันในชั้นศาลเยี่ยงนั้นหรือ??? ” เขายังกล่าวว่า ศีลธรรมที่แท้จริงย่อมมาจากพี่น้องแรงงาน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมของมนุษยชาติ
พวกชนชั้นปกครองคือผู้ผูกขาดการใช้ความรุนแรง ผ่านกองกำลังต่างๆ ของรัฐ และบัญญัติในกฎหมายว่า….ใครอื่นใดก็ตามที่ใช้ความรุนแรง ไม่ว่ากับพลเมืองหรือทรัพย์สินล้วนเป็นอาชญากร หรือผู้ก่อการร้าย ความรุนแรงโดยรัฐ เอื้ออำนวยให้กับระบบที่มีการขูดรีดทางชนชั้น การเหยียดเพศ การครอบงำทางศาสนา และความคลั่งเชื้อชาติดำเนินต่อไปได้ มันปกป้องโลกของคนรวยที่รวยขึ้นทุกวัน และคนจนหากไม่อดตาย ก็ต้องตกนรกทั้งเป็นจากความแร้นแค้น
การลุกขึ้นต่อสู้กับความรุนแรงในบางครั้ง ก็ต้องใช้ความรุนแรง ระบบแรงงานทาสไม่ได้ถูกยกเลิกจากการที่ผู้คุมทาสเกิดมีจิตเมตตาแล้วยกเลิกระบบแรงงานทาส หากแต่เกิดจากการที่เหล่าทาสรวมตัวกันลุกขึ้นสู้ ซึ่งเราเคยได้เห็นการลุกฮือต่อต้านที่รุนแรงโดยกลุ่มทาส เช่นในการปฏิวัติเฮติ ซึ่งผู้คุมทาสต่างถูกบดขยี้
ความรุนแรง
กลุ่มชาวปาเลสไตน์ มีสิทธิในการจับอาวุธขึ้นสู้กับการกดขี่และความรุนแรงที่มาจากรัฐอิสราเอล การที่จะโค่นล้มระบบที่นำโดยกลุ่มคนที่สามารถใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมายและนอกกฎหมายเพื่อการดำรงอยู่ของระบบที่กดขี่ประชาชนนั้น จำเป็นต้องใช้การลุกขึ้นต่อต้านในทุกรูปแบบ ซึ่งรวมไปถึงความรุนแรงด้วย หาใช่ว่าเราจะพึ่งพายุทธวิธีการรบแบบกองโจร หรือการบุกทำลายสถานที่เป็นรูปแบบหลักในการเคลื่อนไหว สิ่งสำคัญที่แท้จริงในการต่อสู้ก็คือ “พลังมวลชน”นักปฏิวัติ นาย มัลคอล์ม เอ็กซ์ และกลุ่มนักรบปลดแอกชนผิวดำกลุ่มอื่น ๆ ต่างก็ยึดหลักการดังกล่าว การต่อสู้เพื่ออิสรภาพและความยุติธรรม “ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ๆ” แต่ทรอตสกี้กลับมองว่า “แม้ผลลัพธ์จะเป็นตัวตัดสินความชอบธรรมในวิธีการต่อสู้ แต่ตัวผลลัพธ์เองนั้น ก็ต้องพิสูจน์ความชอบธรรมของตัวมันเองด้วย”
การปลดแอกชนชั้นกรรมาชีพ จะไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งหยิบยื่นให้ หากแต่ต้องได้รับความร่วมมือจากชนชั้นผู้ใช้แรงงานทั้งมวลเองเสียก่อน ดังที่คาร์ล มาร์กซ์กล่าวว่า “การปลดแอกชนชั้นกรรมาชีพ จะต้องมาจากชนชั้นกรรมาชีพเอง” ซึ่งการตัดชนชั้นกรรมาชีพออกจากกระบวนการปลดแอกนี้ ย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับการรักษาผลประโยชน์และอิสรภาพของชนชั้นกรรมาชีพ สิ่งนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อกรรมาชีพผู้ใช้แรงได้เรียนรู้ถึงศักยภาพของพลังมวลชนที่ผนึกพลังกัน วิธีการร่วมต่อสู้กับการกดขี่ การจำแนกแยกแยะมิตรและศัตรู
ความเป็นไปได้ทางเดียวของชนชั้นแรงงานคือ การต่อสู้ผ่านการเคลื่อนไหวมวลชน
ทรอตสกี้ล่าวว่า ในการต่อสู้ทางชนชั้น เราควรจะมุ่งเน้นในยุทธวิธีในการผนึกกำลังสร้างสมานฉันท์และการเคลื่อนไหวมวลชนในชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งจะเป็น “การเติมเต็มเชื้อไฟแห่งการต่อต้านการกดขี่ทุกรูปแบบ” ให้กับพี่น้องแรงงาน ซึ่งทรอตสกี้กล่าวต่อไปว่า ไม่ใช่ทุกวิธีการต่อสู้จะเป็นวิธีที่ถูกต้อง การต่อสู้เพื่อปลดแอกกรรมาชีพ จะต้องไม่นำมาซึ่งโอกาสที่นายทุนจะสร้างระบบหรือมาตรการการกดขี่ในรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมา
นักปฏิวัติจะต้องนำประเด็นของศีลธรรมโดยชนชั้นปกครองมาชำระเสียใหม่ ซึ่งศีลธรรมของพวกเรา ก็คือการเข้าใจความวิปริตฉ้อฉลของระบอบทุนนิยม และการต่อสู้เพื่อปลดแอกพี่น้องแรงงาน
ที่มา: What is morality? – Sam Ord. ในเว็บไซต์พรรคแรงงานสังคมนิยมอังกฤษ

