โดย วัฒนะ วรรณ
สิ่งที่อยู่ใน MOU รัฐบาลพรรคก้าวไกล ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่กระทบผลประโยชน์ อำนาจของชนชั้นนำ กลุ่มทุน นี่เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า กรรมาชีพ คนจน ไม่สามารถใช้รัฐสภาทุนนิยมเพื่อปลดแอกตนเองได้ โดยเฉพาะเวลาอาศัยพรรคเสรีนิยมของนายทุนอย่างก้าวไกล… เราต้องเดินหน้าไกลกว่านี้ด้วยการสร้างพรรคสังคมนิยมที่เน้นการเคลื่อนไหวนอกรัฐสภาและการสร้างพลังกรรมาชีพ
พรรคก้าวไกล เน้นโยบายที่เอื้อกับนายทุนและชนชั้นนำเพื่อครองเก้าอี้ รมต. ผ่านการเอาใจพรรคอื่น แต่ก้าวไกลอ้างความก้าวหน้าเพื่อหลอกให้คนลงคะแนนให้ เมื่อเวลาผ่านไปถ้าในรูปธรรมไม่เอื้อประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ ในที่สุดคนก็จะผิดหวังและเบื่อ คราวหน้าอาจไม่เลือกอีก
สิ่งที่เราเห็นใน MOU ที่เป็น “หัวใจ” ของรัฐบาล คือ ความพยายามประนีประนอมกันของพรรคเสรีนิยม ภายใต้ข้ออ้าง “ปฏิรูป” ที่พูดถึงกรอบกว้าง ๆ เพื่อเอาใจพรรคร่วมรัฐบาล มีการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมกับสุราก้าวหน้า ที่ระบุไว้ชัดเจน ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้กระทบกับผลประโยชน์ อำนาจ ของชนชั้นนำ ชนชั้นนายทุนไม่มากนัก ส่วน กม.112 ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของผู้กุมอำนาจรัฐ ค่าจ้างขั้นต่ำ การเก็บภาษีก้าวหน้า เพื่อใช้ในการสร้างรัฐสวัสดิการ ไม่อยู่ใน MOU ครั้งแรกแบบเฉพาะเจาะจง
กรณีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ รัฐบาลก้าวไกลอาจจะพยายามผลักดันได้ เพราะที่เสนอ 450 บาทต่อวัน 9,000 บาทต่อเดือน สำหรับทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 5 วัน ไม่ได้มากอะไร ถ้าเทียบเคียงกับคุณภาพชีวิตของชนชั้นกลาง ที่อยู่ระดับกลาง-ล่าง ที่มีค่าจ้างอยู่ราว ๆ 25,000 บาทต่อเดือน
การคาดหวังว่าในอนาคตสิ่งที่อยู่นอก MOU หรือที่เขียนไว้ใน MOU ในกรอบกว้าง ๆ จะได้รับการสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล เป็นความคาดหวังที่ไม่เข้าใจการเมืองชนชั้น มันไม่ใช่เรื่องของคนดี ไม่ใช่เรื่องของความไม่เข้าใจกัน แต่มันขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของชนชั้น รัฐบาลเสรีนิยมจะให้ความสำคัญต่อผลประโยชน์ชนชั้นล่าง คนจน ก็ต่อเมื่อถูกพลังความสามัคคีของชนชั้นกรรมาชีพ การต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ คนจน นอกรัฐสภาที่เข้มแข็งกดดัน
ถ้าใครศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองสากล จะเห็นว่าไม่ใช่ครั้งแรกและคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่พรรคการเมืองแบบปฏิรูป ที่อ้างว่าจะเปลี่ยนสังคม จบลงด้วยการก้มหัวให้ชนชั้นนำ
แน่นอน จะมีคนที่พูดว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่นั้นก็แค่ข้ออ้างที่พิสูจน์ว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนสังคมอย่างจริงจังผ่านรัฐสภาทุนนิยมได้ ในโลกจริงเราไม่ต้องรอดูและเริ่มจากศูนย์ในเชิงวิชาการทุกครั้ง มันมีการสะสมประสบการณ์จากการเมืองทั่วโลกที่เราศึกษาได้
ขบวนการประชาธิปไตย ขบวนการประชาชน สหภาพแรงงาน สามารถวิเคราะห์การเมือง ได้ตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งรัฐบาล ภายใต้ผลประโยชน์ของชนชั้นล่าง ถ้าเราไม่วิเคราะห์ ชนชั้นนำ สื่อกระแสหลัก จะวิเคราะห์แทนเรา ภายใต้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำ การรอให้ครบ 4 ปี แล้วเลือกตั้งใหม่ หรือรอให้รัฐบาลทำงานไปก่อน เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อ “แช่แข็ง” ความคิด ซึ่งไม่ให้ประโยชน์กับคนจน เพราะแนวคิดกระแสหลัก เป็นแนวคิดของเสรีนิยมที่ให้ประโยชน์กับคนรวย ชนชั้นนำ
พรรคเสรีนิยมมีขีดจำกัดในการดำเนินนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ให้ผลประโยชน์คนจน กรรมาชีพ ที่เป็นคนส่วนใหญ่ ถ้าจะสร้างรัฐสวัสดิการที่ครบวงจร ถ้วนหน้า และมีประสิทธิภาพ จะต้องเก็บภาษีจากคนรวยในอัตราสูง ซึ่งจะถูกต่อต้านจากข้ออ้าง ทำให้นายทุนไม่มีแรงจูงใจในการลงทุน
“เราต้องเดินหน้าไกลกว่านี้ด้วยการสร้างพรรคสังคมนิยมที่เน้นการเคลื่อนไหวนอกรัฐสภาและการสร้างพลังกรรมาชีพ ”

