โดย รุเธียร
โดยแนวคิดที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป กฎหมาย คือ ข้อบังคับที่ถูกตราขึ้นโดยรัฐหรือรัฏฐาธิปัตย์ เพื่อกำหนดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หรือระหว่างบุคคลกับรัฐ หรือควบคุมความประพฤติของคนในสังคมให้ปฏิบัติตาม หรือบ้างก็ว่ามันคือศีลธรรมหรือความยุติธรรมที่คงอยู่เพื่อพิทักษ์สิทธิตามธรรมชาติในการมีชีวิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการครอบครองทรัพย์สินส่วนบุคคล กฎหมายมักจะถูกวาดภาพในฐานะปทัสถานที่เป็นกลาง ปลอดไปจากค่านิยมหรืออุดมการณ์ เป็นกติกาที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีแบ่งแยกชนชั้นวรรณะ แต่ในความเป็นจริง กฎหมายมีลักษณะที่“ไม่เลือกข้าง”หรือเปล่า เราคงตอบได้ทันทีว่าไม่ใช่ มีตัวอย่างมากมายของกฎหมายที่เอียงข้างให้กับคนบางจำพวกอย่างชัดเจน เช่น มาตรา 112 ที่ปัจจุบันมีผู้ถูกดำเนินคดีไปแล้วอย่างน้อย 247 ราย, กฎหมายแรงงาน จะรักษาผลประโยชน์ของนายจ้างมากยิ่งกว่าลูกจ้าง รัฐธรรมนูญปี 60 ที่เอื้อประโยชน์ต่อการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน หรือในกรณีที่สุดขั้วขึ้นไปในมาตรา 1 “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว จะแบ่งแยกมิได้” และมาตรา 2 “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” นั่นทำให้เราไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงรูปแบบของรัฐหรือพรรคการเมืองในรัฐสภาที่แตกต่างออกไป เช่นในกรณีของพรรคการเมืองที่ กกต.ไม่อนุญาตให้จดทะเบียนในชื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในปี 2561 ก่อนการเลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหาร คสช.
ในมุมมองของมาร์กซิสต์ ทั้งรัฐ กฎหมาย อุดมการณ์หรือวัฒนธรรม ต่างเป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่วางรากอยู่บนสังคมชนชั้นทั้งสิ้น “มันไม่ใช่จิตสำนึกของมนุษย์ที่กำหนดความเป็นอยู่ของเขา ความเป็นอยู่ของเขาต่างหากที่กำหนดจิตสำนึก” Evgeny Pashukanis นักทฤษฎีกฎหมายโซเวียต (ก่อนจะถูกกำจัดทิ้งเพราะทฤษฎีกฎหมายของเขา และถูกแทนที่ด้วย Andrey Vshinsky ผู้เสนอกฎหมายแนวสังคมนิยมที่สอดรับกับรัฐเผด็จการของสตาลิน) เสนอทฤษฎีการแลกเปลี่ยนสินค้าผ่านงานเขียนเรื่อง General Theory of Law and Marxism ว่า ถ้าการแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นเซลล์ของเศรษฐกิจทุนนิยม กฎหมายก็เป็นผลผลิตและคงอยู่เพื่อค้ำร่างระบบดังกล่าวไว้ เช่นเดียวกับที่เงินตราเป็นสินค้าชนิดพิเศษที่ถูกปลุกปั้นให้เป็นตัวกลางของการแลกเปลี่ยน กฎหมายก็ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน ที่ซึ่งปัจเจกชนทุกฝ่ายจะถูกลดฐานะให้เป็นผู้ซื้อและผู้ขายที่ต่างเผชิญหน้ากันบนคำมั่นสัญญาลวงหลอกของความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย แต่ความเสมอภาคไม่เคยมีจริงภายใต้การครอบครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ในขณะที่คนส่วนใหญ่ ”ถูกบังคับให้” ใช้เสรีภาพในการเลือกและก้มหน้ารับผลที่ตามมา แต่ก็มีแต่ชนชั้นปกครองผู้มีอันจะกินที่สามารถเดินเชิดหน้าอย่างสง่าผ่าเผย ในขณะที่ผู้อยู่ใต้ปกครองถูกรุมทึ้งราวกับขายทั้งชีวิตเข้าไปในตลาด
กฎหมายเป็นโครงร่างสถิตย์หยุดนิ่งที่จำเป็นต้องมีอยู่เพื่อค้ำจุนตลาดแลกเปลี่ยนสินค้า และในขณะที่เราถูกโอ้โลมว่ากฎหมายย่อมเป็นกฎหมาย แต่เรากลับถูกกดหัวอยู่ภายใต้บรรทัดฐานสูงสุดนี้ราวกับนักโทษ เช่นนั้น นักสังคมนิยมควรจะมีท่าทีอย่างไรต่อกฎหมาย ข้อเสนอคือการวิพากษ์กฎหมายทุกกระเบียดนิ้วของชนชั้นนายทุนอย่างเอาการเอางาน และปลุกระดมการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม ผ่านการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ ที่ซึ่งผลประโยชน์ของชุมชนอยู่เหนือความต้องการของปัจเจกชนและสิทธิตามกฎหมายอันเป็นนามธรรม เจตนารมณ์ของประชาชนมาก่อนกฎหมายเสมอ และจิตวิญญาณของกฎหมายต้องวางรากอยู่บนเจตจำนงของมวลชน

