แปลและเรียบเรียงโดย แพรพลอย
คุณมานง โอวิยง หนึ่งในคนงานบริษัทแว็คโบเด (Vertbaudet) ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ต่อต้านทุนนิยม (L’anticapitaliste) และพรรคปฏิวัติถาวร (Révolution Permanente) หลังคนงานบริษัทเสื้อผ้าเด็กที่มีคนงานกว่า 80% เป็นผู้หญิงแห่งนี้ตัดสินใจประท้วงนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องให้มีการขึ้นเงินเดือนมาตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 การนัดหยุดงานจบลงเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566 หลังคนงานได้รับชัยชนะ
คุณทำงานในบริษัทนี้มานานเท่าไร และทำไมถึงตัดสินใจเข้าร่วมสหภาพ
มานง : ฉันเข้ามาทำงานในบริษัทนี้ตั้งแต่ปี 2557 ตำแหน่งของฉันตอนนี้เป็นคนรับคำสั่งซื้อ ฉันตัดสินใจเข้าร่วมสหภาพเพราะในบริษัทมีคนงานเป็นสมาชิกสหภาพน้อย และไม่มีใครเป็นสมาชิกสหภาพ CGT เลย สหภาพแรงงานพวกนั้นทุ่มเทพลังไปกับการเจรจากับผู้บริหาร ล่าสุดในปีนี้สหภาพแรงงานอื่นในบริษัทของฉันตกลงเซ็นสัญญาขึ้นเงินเดือน 0% กับพวกผู้บริหาร เพื่อนร่วมงานของฉันทุกคนโกรธกันมาก ฉันหวังว่าจะมีการจัดตั้งสหภาพที่ต้องการสู้กลับมากกว่าไปเจรจาเพิ่มมากขึ้น หลายปีที่ผ่านมาฉันไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น ฉันสู้เพราะฉันอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง และแรงงานต้องฟื้นความมั่นใจและเงยหน้าขึ้นมาต่อสู้ เพื่อป้องกันการโจมตีค่าแรงและรักษาสภาพการจ้างงานที่ดีเอาไว้
จุดเริ่มต้นของการนัดหยุดงานกว่า 60 วันนี้คืออะไร และอะไรทำให้คนงานสามารถต่อสู้ร่วมกันนานกว่า 2 เดือน
มานง : บริษัทแว็คโบเดแห่งนี้ก่อตั้งมา 60 ปีและไม่เคยมีการนัดหยุดงานเกิดขึ้นมาก่อน เราเริ่มประท้วงกันวันที่ 20 มีนาคมหลังจากที่สหภาพไปเซ็นสัญญาขึ้นเงินเดือน 0% ช่วงต้นเดือนมีนาคม บริษัทสัญญาว่าจะให้เงิน 650 ยูโร (ราว 24,000 บาท) เป็นเงินโบนัสประจำปีโดยคิดตามสัดส่วนของเวลาการทำงาน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วไม่มีพนักงานคนไหนได้ถึง 650 ยูโรเลย บริษัทเคยให้เงิน 50 เซนต์ (ราว 18 บาท) เป็นเงินช่วยค่าอาหาร ซึ่งเราไม่นับว่าเศษเหรียญนั่นเป็นเงิน ในบริษัทของเรามีเพื่อนร่วมงานอายุ 44 ปีแต่ยังได้เงินเดือนเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำอยู่ วันพฤหัสบดีก่อนวันที่เราตัดสินใจนัดหยุดงาน ผู้บริหารชวนเราไปประชุมที่แผนกโลจิสติกส์เพื่อบอกเราว่าปีนี้บริษัทได้กำไรดีมาก เพื่อนร่วมงานของฉันยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่ และนำไปสู่การนัดหยุดงานในวันจันทร์ที่ 20 มีนาคมเพื่อเรียกร้องให้มีการขึ้นเงินเดือนเพราะเงินเฟ้อกำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นสำหรับเราคนงาน การนัดหยุดงานครั้งนี้ได้สานความสัมพันธ์ของกรรมาชีพอย่างพวกเราให้แน่นแฟ้นในโลกที่เต็มไปด้วยแนวคิดปัจเจกบุคคลแบบตัวใครตัวมัน และที่โลกเป็นแบบนี้ก็เพราะรัฐบาลกับพวกนายทุนต้องการแบ่งแยกเราเพื่อปกครอง แต่เราแสดงให้พวกเขาเห็นว่าเราจะไม่ทอดทิ้งกัน จากนี้ไปเราทุกคนจะสู้เพื่อกันและกัน แม้งานของเราจะไม่เปลี่ยน แต่พฤติกรรมของเราที่มีต่อพวกผู้บริหารได้เปลี่ยนไปอย่างถาวรแล้ว ก่อนหน้านี้เราโกรธและไม่รู้ว่าต้องจัดการกับความโกรธนั้นอย่างไร ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่าเราสามารถนัดหยุดงานได้และเราจะไม่ทิ้งอาวุธเดียวที่เรามีอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่ทำให้เรายังคงต่อสู้ร่วมกันมาจนถึงทุกวันนี้คือ “ประสบการณ์ตรง” ของพวกเรา สิ่งที่เราได้เห็นและสัมผัส เรารู้ดีว่าผู้บริหารดูถูกเหยียดหยามเรามานาน พวกเขากล้าพูดว่าไม่สนับสนุนความรุนแรง ในขณะที่พวกเขานั่นแหละเป็นต้นเหตุของความรุนแรง
การที่คนงานส่วนใหญ่ที่นัดหยุดงานเป็นผู้หญิง คุณพบเจออะไรบ้าง
มานง : เพื่อนร่วมงานของฉันหลายคนเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่กำลังลำบาก บางคนถูกบังคับให้ทำงานนอกเวลาเพราะเวลางานเรามันแย่มาก งานกะเช้าเริ่มต้นขึ้นตอนตี 4:45 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีสถานรับเลี้ยงเด็กที่ไหนเปิด นั่นหมายความว่าเราต้องจ่ายทั้งค่าพี่เลี้ยงเด็กและค่าสถานรับเลี้ยงเด็ก ทำให้สิ้นเดือนมาเราไม่เหลือเงินเก็บ เราไม่เคยได้ไปเที่ยวกับลูก เพราะถ้าหยุดงานเราจะเสียความน่าเชื่อถือ! เราได้รับคำพูดเหยียดเพศจากพวกผู้บริหารและตำรวจ ตำรวจข่มขู่เราให้เลิกนัดหยุดงานด้วยการบอกว่าเราจะนัดหยุดงานไม่สำเร็จเพราะเป็นผู้หญิง เราเคยเก็บคำพูดพวกนั้นมาคิดและลดคุณค่าในตัวเอง เราเคยคิดว่าเรานัดหยุดงานไม่ได้เพราะเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวที่มีลูกแล้ว แต่การนัดหยุดงานครั้งนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าถ้าไม่มีเรา บริษัทแว็คโบเดก็ไปต่อไม่ได้ ถึงแม้ว่าพวกเราจะเป็นคนงานหญิงที่ได้ค่าจ้างน้อยนิด แต่พวกเรามีพลังในการนัดหยุดงาน เราทนอยู่กับการดูถูกไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เรามาทำงานไม่ได้มาโดนลงโทษ! เราไม่มีสิทธิแม้แต่จะกินลูกอมหรือใส่น้ำเชื่อมในน้ำของเรา จริงอยู่ที่มันมีกฎระเบียบ แต่ต้องอยู่ในกรอบที่มีเหตุผลและยอมรับกันได้
การมีครอบครัวและนัดหยุดงานไปด้วยเป็นเรื่องที่ยากไหม
มานง : การต้องดูแลครอบครัวไปพร้อมกับการนัดหยุดงานเป็นเรื่องที่ยาก แต่เราปรับตัวเพราะไม่มีทางเลือก เราแบ่งกันนัดหยุดงานตามกะ การนัดหยุดงานเป็นสิ่งที่ใช้เวลาและพลังงานมาก แต่เราพยายามแบ่งงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้มีเวลาส่วนตัวกับครอบครัวให้ได้มากที่สุด ลูกและสามีของเราจะมาหาในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ฉันโชคดีที่มีสามีเป็นนักจัดตั้งสหภาพที่คอยให้กำลังใจกันตลอด เราแบ่งเวลากันดูแลลูก เพื่อไม่ให้ลูกสาวของเราต้องรู้สึกว่าโดนทอดทิ้ง การมีชีวิตครอบครัวไม่ใช่อุปสรรค แต่คือจุดแข็งในการต่อสู้
คุณคิดเห็นอย่างไรต่อท่าทีของรัฐบาลในตอนนี้
มานง : ฉันกลั้นขำเอาไว้ไม่ได้ตอนที่ได้ยินว่ารัฐบาลอยากเจรจา พวกเราในฐานะที่เป็นคนงานที่กำลังนัดหยุดงานต่อต้านการเจรจา เพราะความรุนแรงเป็นสิ่งที่รัฐบาลใช้เพื่อทำลายการนัดหยุดงานไม่ใช่การเจรจา พวกผู้บริหารและรัฐบาลส่งตำรวจมาข่มขู่เราทุกวัน นี่คือโฉมหน้าการเจรจาของรัฐบาลตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา เรามีเพื่อนคนหนึ่งที่พึ่งรักษามะเร็งหายและเข้าร่วมการประท้วง ตำรวจเดินมากระชากคอเพื่อนของเราและลากออกไปเพื่อทำลายการนัดหยุดงาน สิทธิในการนัดหยุดงานอยู่ในรัฐธรรมนูญ รัฐทำแบบนี้กับพวกเราได้อย่างไร เราไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปสำหรับรัฐ เราเคยนัดหยุดงานเพื่อต่อต้านกฎหมายยืดอายุเกษียณก่อนเรียกร้องขอขึ้นเงินเดือน แต่ตอนที่คุณได้เงินเดือนต่ำเตี่ยเรี่ยดิน ขนาดที่ว่าถ้าไม่มีเงินเฟ้อ เราก็ใช้ชีวิตกันยากอยู่แล้ว เรื่องการเกษียณอายุนั้นถือเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก อย่างไรก็แล้วแต่ ทั้งสองประเด็นนั้นเกี่ยวข้องกัน การโจมตีค่าแรงสอดคล้องกับความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการให้เราทำงานต่ออีกสองปี ทุกวันนี้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่างกายเราจะไปถึงวัยเกษียณหรือไม่เพราะตอนนี้พวกเรามีปัญหาสุขภาพกันแล้วแม้ยังไม่ถึงอายุเกษียณ เราไม่ต้องการโบนัส เราต้องการเงินบำนาญและเงินเดือนเพิ่ม และเราต้องการเงินสบทบทุนและกำลังใจ เราอยากได้ยินคนบอกเราว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้องและชอบธรรม เราไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เราอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และรัฐบาลต้องมายืนข้างเราสักครั้ง เราต้องหยุดพูดว่าเราเข้าใจพวกผู้บริหารได้แล้ว เพราะคนกลุ่มนั้นไม่ได้เศษเงินเป็นเงินเดือนเหมือนกับพวกเรา! คนงานทุกคนในฝรั่งเศสกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ไม่มีใครได้ยินเสียงของเรา คนงานเป็นคนที่ถูกลืมในฝรั่งเศส เราเป็นกรรมาชีพหญิงที่ตายในที่ทำงานเพราะต้องทำงานหนัก ถ้าไม่มีเราก็ไม่มีพวกคนรวย เราสร้างความมั่งคั่งให้ฝรั่งเศส แต่ในตอนนี้สิ่งที่เราได้รับกลับมาคือการที่คนรวยมันรวยเอา ๆ ส่วนคนจนก็จนลงทุกวันและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น สุดท้ายแล้วการนัดหยุดงานก็เป็นอาวุธเดียวที่เรามีเพื่อปกป้องตัวเอง
อ้างอิง
1. Hélène Mara. (2023). Vertbaudet : « La grève, c’est la seule force qu’on a finalement ». สืบค้นเมื่อ 30 พ.ค. 2566 จากเว็บไซต์ lanticapitaliste.org
2. Lisa Mage. (2023). « Avec la grève, on a pris conscience de notre force » : portrait de Manon, gréviste de Vertbaudet. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2566 จากเว็บไซต์ revolutionpermanente.fr

