โดย สมทรง ตรีแก้ว
ระบบทุนนิยมประกอบด้วยชนชั้นหลัก ๒ ชนชั้น คือ ชนชั้นนายทุน ซึ่งเป็นคนส่วนน้อย แต่ควบคุมปัจจัยการผลิตของสังคมไว้ทั้งหมด และชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมและทั้งหมดต้องขายแรงงานของตัวเองเพื่อแลกกับค่าจ้าง ทั้งสองชนชั้นนี้ต่างดำรงอยู่คู่กันในฐานะที่เป็นปฎิปักษ์ต่อกันตลอดเวลา บางครั้งซ่อนเร้น บางครั้งปะทุออกมา ดังที่ปรากฏในเหตุการณ์สำคัญ ๆ เช่น เมษา -พฤษภา ๒๕๕๓, ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙, ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภายหลังกำแพงเบอร์ลินแตก ชนชั้นนายทุนประกาศชัยชนะว่า ระบบทุนนิยมคือระบบสุดท้ายของมนุษย์ และระบอบสังคมนิยมล้มเหลวเพราะฝ่าฝืนธรรมชาติของมนุษย์ และเหมารวมกันไปว่า สิ่งที่ล้มเหลวในสหภาพโซเวียตคือความล้มเหลวของระบบความคิดสังคมนิยมภาคปฎิบัติ ซึ่งก็ไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะหลงเชื่อแบบนั้นเนื่องจากชนชั้นนายทุนไม่ลดละความพยายามในการสร้างความคลุมเคลือและบิดเบือดแนวคิดสังคมนิยมที่แท้จริงผ่านกระบวนการทางสังคมต่างๆ ตั้งแต่ โรงเรียน โบสถ์ วัด ที่ทำงาน เป็นต้น และขณะเดียวกันชนชั้นนายทุนก็สร้างเรื่องเล่าต่าง ๆ เกี่ยวกับความรุ่งเรืองของระบบทุนนิยมที่สามารถปลดปล่อยคนจนได้จากการพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งชนชั้นนายทุนพัฒนาขึ้น และยกย่องคนที่ประสบความสำเร็จในประกอบธุรกิจ รวมทั้งสร้างแนวคิดเพื่อแสดงให้เห็นว่าระบบทุนนิยมสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ?
แน่นอนว่าความเป็นอยู่และสภาพการทำงานทุกวันนี้ของกรรมาชีพไม่ได้เลวร้ายขนาดเท่ากับดังที่บรรพบุรุษพวกเราได้ประสบมา จากเดิมที่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานไปรับใช้มูลนายและกษัตริย์โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน หรือต้องทำงานวันละ ๑๔ ถึง ๑๖ ชั่วโมงต่อวัน และการใช้แรงงานเด็กเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
สำหรับนักมาร์กซิสต์ พวกเราได้โต้แย้งมาตลอดว่าความล้มเหลวในการสร้างรัฐสังคมนิยมของชนชั้นกรรมาชีพชาวรัสเซียมีจุดหันเหเมื่อสตาลินขึ้นมามีอำนาจท่ามความซากปรักหักพังหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ แต่ในบทความนี้เราไม่ได้มุ่งนำเสนอเรื่องจุดหักเหของการสร้างรัฐสังคมนิยมของรัสเซีย หากผู้อ่านสนใจในปัญหานี้สามารถหาอ่านได้จากงานเขียนของ ใจ อึ๊งภากรณ์ ซึ่งอธิบายเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
ระบบสังคมนิยมเป็นระบบที่พยายามแก้ไขความขัดแย้งและความแปลกแยกของมนุษย์ที่ระบบทุนนิยมไม่สามารถแก้ไขได้เนื่องจากระบบทุนนิยมเป็นระบบที่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด และสะสมทุนไปเรื่อย ๆ ซึ่งนักสังคมนิยมมองว่า ความขัดแย้งและความแปลกแยกของมนุษย์มาจากทรัพย์สินส่วนบุคคลและการมีชนชั้น และระบบสังคมนิยมไม่ได้ฝ่าฝืนธรรมชาติของมนุษย์แต่อย่างใด เพราะธรรมชาติของมนุษย์มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มและมีการวางแผนช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันมีการปรองดองกันอย่างแท้จริง และเป็นเช่นนี้กันมาโดยตลอดจนกระทั่งเกิดมีทรัพย์สินส่วนบุคคลขึ้นมาและมีชนชั้นกำเนิดขึ้นทำให้สภาพสังคมได้แปรแปลี่ยนไป ซึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติยุคบุพกาลอันเป็นสังคมระยะเริ่มแรกของมนุษย์ตั้งแต่บรรพบุรุษของเราได้ลงจากต้นไม้มาอยู่บนพื้นดิน เป็นตัวอย่างที่ดีในการปรองดองของผู้คนในสังคม แต่เมื่อสังคมได้พัฒนาการในแต่ละขั้นตอนของการวิวัฒนาการ นับแต่เวลานั้นเป็นต้นมา สังคมมนุษย์ตั้งแต่ยุคทาส ยุคศักดินา ยุคทุนนิยม ก็มีความขัดแย้งและไม่สามารถประนีประนอมกันได้ และต้องแตกหักไป แต่ปรากฏการณ์แตกหักจนสังคมหนึ่ง ๆ ล่มสลายจะกินเวลายาวนานพอสมควร
ในยุคของเรานี้ ระบบทุนนิยมได้ครอบงำสังคมอยู่ การเจริญทางด้านเทคโนโลยีและการขยายตัวของโลกาภิวัฒน์ ทำให้คนมีเงินมากขึ้น ซึ่งทำให้ชนชั้นนายทุนมั่นใจว่าภัยพิบัติทางเศรษฐกิจจะไม่เกิดขึ้น (หรือถ้าเกิดพวกเขาก็มั่นใจว่าพวกเขามีตาข่ายทางสังคมที่แข็งแรงพอที่จะเอาอยู่) คนจะมีความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ มีชีวิตที่ดี และความยากจนจะหายไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตระบบทุนนิยมไม่มีความมั่นคงแต่อย่างใด ดังที่คนส่วนใหญ่ในสังคมได้ประสบมา เช่น การแพร่ระบาดโควิด-๑๙ และวิกฤตเศรษฐกิจในระบบทุนทุนนิยมที่เกิดขึ้นทุกๆ ๑๐ ปี ล่าสุดก็คือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของอเมริกาที่ลุกลามไปทั่วโลก เป็นการแสดงให้เห็นว่าระบบทุนนิยมเป็นระบบที่สร้างความขัดแย้งและแปลกแยกให้กับมนุษยชาติ การดำรงอยู่ของมนุษย์ในระบบทุนนิยมต้องดิ้นรนขนาดหนักเพื่อไม่ให้อดตายและไร้บ้าน และอนาคตของมนุษยชาติในระบบทุนนิยมมีความแน่นอนอยู่อย่างเดียวคือความไม่แน่นอนของมนุษยชาติ พวกเราต้องอยู่อย่างหวาดผวา ไม่ให้เจ็บป่วย ไม่ให้ตกงาน
เราจะให้ความไม่แน่นอนของระบบทุนนิยมมาทำลายอนาคตของเราไม่ได้

