โดย คมกริต
เมื่อใดที่เกิดกระแสการตั้งคำถามต่อกฎระเบียบทางสังคม เรามักจะเจอการเหยียดหยาม ดูถูก การตั้งคำถามเสมอ สำหรับชาวสังคมนิยมย่อมมองว่าการออกมารณรงค์ให้เกิดการถกเถียงในการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นสิ่งที่ชอบธรรม กระแสการรณรงค์ยกเลิกบังคับใส่ชุดนักเรียน เสรีทรงผม ก็เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่ง แต่การเหยียดหยามที่กล่าวในข้างต้นไม่ใช่เรื่องธรรมชาติถาวร
ในไทย การควบคุมระเบียบและวินัยนักเรียน อย่างที่เราเห็นได้ในหลายกรณี ก็เป็นวิธีหนึ่งในการทำให้รู้สึกด้อยค่า การบังคับใส่เครื่องแบบนักเรียน กำหนดทรงผม การแต่งกาย และการจัดการร่างกายอื่น ๆ นั้นไม่เกี่ยวกับการเรียนทั้งสิ้น ล้วนเพื่อทำให้เรายอมระเบียบเหล่านั้นโดยไม่ต้องคิดตั้งคำถาม มีการลงโทษทั้งทางกายและทางจิตใจ เช่น การตี การเฉือนเส้นผม การทรมานร่างกาย การประจานให้อับอาย การก่นด่าว่าร้าย การถูกทำให้เป็นอื่น หรือแม้กระทั่งทำให้เป็นแพะผ่านการทำโทษรวมหมู่ ตรงนี้เองก็ยังเป็นการทำให้คนธรรมดาไม่ไว้ใจกัน แต่อีกด้านหนึ่ง เครื่องแบบ กลายเป็นสิ่งที่เพิ่มความมั่นใจแก่คนจนชายขอบที่ไร้ตัวตน (รั้วโรงเรียน ภาพสะท้อนการกดขี่ในระบบทุนนิยม) รวมถึงในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น การขยันทำงานพัฒนาตนเองมีประสิทธิภาพในการยกระดับชีวิตขนาด
ไหน การแข่งขันคือสัจธรรมจริงหรือ แล้วเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่หรือไม่ ฯลฯ
มาร์คซ์ เคยอธิบายว่าในระบบทุนนิยมเราจะถูกสอนให้คิดว่าเราด้อยกว่าชนชั้นปกครอง “เราไม่มีความสามารถ และเราต้องจงรักภักดีต่อเขาเสมอ” โดยสื่อ โรงเรียน ศาสนา และประชาสังคมอื่น ๆ เช่น เวลาเกิดวิกฤติเงินเฟ้อ สื่อมักจะสัมภาษณ์นักวิชาการกระแสหลัก คำตอบที่ได้คือการเพิ่มดอกเบี้ยเพื่อลดปริมาณเงินในระบบตามตำรากระแสหลัก แต่ในโลกจริง คนส่วนใหญ่มีหนี้ครัวเรือนสูงเพื่อประคองมาตรฐานชีวิต การเพิ่มดอกเบี้ยเป็นการเพิ่มแอกแก่คนธรรมดา เป็นต้น นักมาร์คซิสต์ชาวฮังการีชื่อ จอร์ช ลูคักส์ มีคำอธิบายเพิ่ม เพราะเขาไม่ได้คิดว่าคนส่วนใหญ่ถูกล้างสมองได้ง่าย ๆ โดยลูคักส์ มองว่าธรรมชาติของมนุษย์มีความสัมพันธ์กันอย่างเท่าเทียม แต่ถูกระบบทุนนิยมบิดเบือน ด้วยความเปราะบางในปัจจัยยังชีพ (มารู้จักมาร์กซิสต์กันเถอะ):
ในระบบทุนนิยม เราไม่มีทางเลือกที่จะทำงาน บวกกับผลจากการทำงานของเราก็ตกเป็นของคนอื่น ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ถูกบิดเบือนไปด้วยเงิน จากความเปราะบาง และธรรมชาติโลกกลายเป็นสิ่งที่นายทุนทำลาย สรุปแล้ว เราถูกแปลกแยกจากนิสัยใจคอแท้ของมนุษย์ ชนชั้นนายทุนขโมยความมั่นใจของเราไป และในเมื่อเรายอมจำนนต่อสภาพนี้ เราจึงยอมจำนน ยกอำนาจการปกครองและการตัดสินใจให้คนอื่น แต่อันโตนิโอ กรัมชี่ นักสังคมนิยมปฏิวัติ อธิบายว่า ในสมองเรามีความขัดแย้งเสมอ เพราะมีบ่อยครั้งที่โลกจริงไม่ตรงกับที่ชนชั้นนำกล่อมเกลาเรา เช่น เราถูกสอนว่าระเบียบวินัยเดิม ๆ คือสิ่งที่ทำให้สังคมมีความเรียบร้อย แต่เราพบเห็นการละเมิดกฎจราจรอยู่บ่อยครั้ง คนในเครื่องแบบ เป็นคนน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ แต่เราก็ไม่ได้เชื่อขนาดนั้น เพราะเราเห็นการทุจริตอยู่เต็มไปหมด เป็นต้น
ยิ่งกว่านั้น ความมั่นใจยังส่งผลต่อแนวทางการต่อสู้ด้วยเช่นกัน นั้นคือสาเหตุที่เราเน้นการจัดตั้งพรรคฝ่ายซ้ายพร้อมกับเสริมสร้างความมั่นใจซึ่งกันและกัน และการสร้างมวลชนเสมอ เรามีตัวอย่างในปะวัติศาสตร์มาแล้ว การรวมตัวกันของขบวนการแรงงานในการรณรงค์กฎหมายลาคลอด 90 วัน กฎหมายประกันสังคม ศูนย์เลี้ยงเด็กเล็ก ถึงแม้ว่าจะเคยถูกกล่าวหาว่า “เห็นแก่ตัว” ก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว สังคมได้ประโยชน์ และเมื่อเราร่วมกันสร้างสังคมนิยมและกำจัดความเหลื่อมล้ำ เราจะไม่ต้องอาศัยสิ่งของใดเพื่อเสริมความมั่นใจและศักดิ์ศรี


