โดย ศุภวัฒน์ ตังอนุสรณ์สุข
การนอนนั้นถือเป็นกิจกรรมพื้นฐานของมนุษย์ เราทุกคนต้องนอน อย่างไรก็ดีในงานเขียนทางวิชาการ ทั้งวิทยาศาสตร์ ปรัชญา หรือสังคมวิทยา มักไม่ให้ความสำคัญ หรือละเลยต่อการนอน แม้ว่าเราจะใช้เวลากว่าหนึ่งในสามของชีวิตเพื่อนอนก็ตาม นักปรัชญาในยุคเรืองปัญญา(Age of Enlightenment) อย่างเดสการ์ตส์ (Descartes), ฮูม (Hume) และ จอห์น ล็อก (John Locke) มองว่า การนอนหลับไม่มีความข้องเกี่ยวกับจิตใจแต่อย่างใด อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวและขัดขวางต่อการแสวงหาความรู้ ล็อกนั้นมองว่า การนอนนั้นช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง หากมันคือการขัดขวางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากพระเจ้า เพราะเป้าประสงค์ที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์ คือการพากเพียรอุตสาหะและใช้ชีวิตอย่างมีเหตุมีผล, ในด้านวิทยาศาสตร์ มีการเริ่มต้นศึกษารูปแบบการนอนหลับในช่วงศตวรรษที่ 18 โดยหมออังกฤษคนหนึ่ง อย่างไรก็ดี นับแต่นั้นมีเพียงงานวิจัยน้อยชิ้นเท่านั้นที่กล่าวถึงการนอนหลับ วงการวิทยาศาสตร์พึ่งให้ความสำคัญกับการศึกษาการนอนหลับเพียงในช่วง 60-70 ปีให้หลังเป็นอย่างมาก
ในศตวรรษที่ 19 ขบวนการกรรมาชีพในสหรัฐฯ ได้เสนอข้อเรียกร้องและต่อสู้จนประสบความสำเร็จ นั่นคือ ‘กฎ 8-8-8’ กล่าวคือ ทำงาน 8 ชม. เวลาส่วนตัว 8 ชม. และนอน 8 ชม. แต่ปัจจุบันนี้มีสถิติออกมาว่า ผู้ใหญ่ทั่วโลก กว่า 2 ใน 3 นั้น ไม่สามารถดำรงชีวิตตามกฎ 8-8-8ได้ และส่วนใหญ่นอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมง กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรที่อายุต่ำกว่า 30 ปี นอนเพียงแค่ 6 ชั่วโมง หรือน้อยกว่านั้น หนึ่งในสิบของประชากรในสหรัฐใช้ยานอนหลับอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และเครื่องดื่มที่ถูกใช้แพร่หลายคือ “กาแฟ” ที่ทำให้คนทั่วโลกสามารถใช้ขจัดความง่วงและอ่อนล้าในยามเช้า และดิ้นรนใช้ชีวิตไปได้อีกสักวัน ยาและสารเคมีเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว อีกทั้งไม่ได้ทำให้การนอนหลับนั้นมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ เรานั้นอยู่ในสังคมที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ความสำคัญกับการนอน — การนอนนั้นยังคงเป็นสิ่งที่ซึ่งไม่พึงประสงค์และ ต้องการที่จะควบคุม อีกทั้งขจัดทิ้ง นั่นแสดงให้เห็นว่ามนต์วิเศษ 8-8-8 นั้น ไม่ตอบสนองต่อชีวิตประจำวันจริงๆ โลกนี้ปรารถนาสิ่งที่มากกว่า 8 ชั่วโมงจากเรา
กว่า 95 % ของลูกจ้างรู้สึกว่าตนเองมีแรงกดดันที่จะต้องทำงานอย่างหนัก และ 3 ใน 4 นั้นทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างเพิ่ม เมื่อปี 2021 เวลาเฉลี่ยของการทำงานล่วงเวลานั้น ขยับจาก 7.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มาเป็น 9.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพจิต ก่อให้เกิดอาการ ‘หมดไฟ’ และทำให้คุณค่าของแรงงานนั้นอยู่กับเพียงการทำงาน การปฎิเสธต่อคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ของแรงงาน นำไปสู่การหมดซึ่งแรงจูงใจต่อสุขภาพและชีวิตที่เหลือ แรงจูงใจนั้นกลายเป็นเพียงแรงจูงใจทางด้านเศรษฐกิจ ปรารถนาที่จะผลิตและสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตนเอง เวลา 8-8-8 นั้นจึงเหลือเพียงเวลางาน เวลาบริโภค และเวลาทางการตลาด นำมาสู่บทสรุปที่ว่าโลกทุนนิยม ต้องการให้ร่างกายของเรา ‘เปิดตลอด 24 ชั่วโมง’
ชีวิตในโลกทุนนิยมนั้นจึงสามารถอธิบายได้โดยง่ายจากคำกล่าวของศิลปินเจ้าพ่อป็อปอาร์ต ผู้ทำงานศิลปะเสียดสีวัฒนธรรมอุตสาหกรรมอย่าง แอนดี วอร์ฮอล ว่า “การเกิดเหมือนกับการถูกลักพาตัว” เขากล่าว “แล้วก็ถูกขายไปเป็นทาส, ผู้คนทำงานไม่หยุดหย่อนอยู่ทุกห้วงนาที และเครื่องจักรนั้นถูกเปิดใช้งานอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งในยามที่คุณหลับใหล” เพราะว่าการผลิตนั้นต้องการจะผลิตอยู่ต่อไปและตลอดไป หากมันไม่ขัดต่อสิ่งซึ่งเป็นขีดจำกัดเชิงธรรมชาติของร่างกายและจิตใจในฐานะมนุษย์ เพราะว่ามันคือทุน คือกลไกอัตโนมัติที่มนุษย์ภายใต้โลกทุนนิยมจำเป็นต้องรับชะตากรรมนี้ไว้ คือกลไกที่เคลื่อนไหวผ่านการรับรู้และจิตสำนึก ดังนั้น ทุนจึงขับเคลื่อนด้วยการลดการต่อต้านของมนุษย์ให้น้อยที่สุด แต่ยังคงยืดหยุ่นต่อขีดจำกัดทางธรรมชาติ ถึงกระนั้น ทุนก็ยังคงดื้อรั้นที่จะทำการผลิต หรือกล่าวอย่างง่ายก็คือ คุณ — แรงงาน ต้องทำงานอย่างไม่หยุดไม่หย่อน กระนั้นทุนนิยมยังให้พื้นที่เล็กน้อยแก่คุณเพื่อหายใจ เมื่อการทำงานนั้นไปแตะข้อจำกัดทางร่างกาย แต่ความต้องการที่แท้จริงของทุนนั้นต้องการให้คุณทำการผลิตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าคุณจะตายหรืออยู่ จะนอนหรือตื่น การผลิตจำเป็นต้องดำเนินต่อไปเพื่อสร้างรายได้และผลกำไร
เมื่อการปรากฏขึ้นของโลก ‘โลกาภิวัตน์’ ยุคแห่งการสื่อสารอันไร้พรมแดนใดๆ มาขวางกั้น เรานั้นเชื่อมต่อสื่อสาร หรือมีปฎิสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารทางไกลอยู่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นถึงความเลือนลางของเส้นแบ่งระหว่างการทำงานและเวลาส่วนตัว เส้นแบ่งระหว่างการทำงานและการบริโภค ในโลกทุนนิยมนั้น การทำอะไรสักอย่าง การเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง — นั้นเป็นสิ่งซึ่งน่ารื่นรมย์ ตรงกันข้ามกับการอยู่นิ่งกับที่ จึงกล่าวได้ว่า ก่อนการปฎิวัติอุตสาหกรรม การขี้เกียจนั้นเป็นบาปมหันต์, ในยุคโลกาภิวัตน์ การนอนหลับและความเบื่อหน่าย คือบาปยิ่งกว่า เราจึงต้อง ‘ทำอะไรสักอย่าง’ ตลอดเวลา
ในเดือนเมษายน ปี 2017 รีด ฮาสติงส์ (Reed Hastings) ผู้บริหารเน็ตฟลิกซ์ เคยออกมากล่าวว่า“การนอนหลับ คือคู่แข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเรา ลองคิดดูสิ เวลาที่คุณชมสตรีมมิ่งในเน็ตฟลิตซ์ แล้วเกิดติดมันขึ้นมา คุณจึงอดตาหลับขับตานอนเพื่อดูสตรีมมิ่งนั้น เรา(เน็ตฟลิกซ์)กำลังแข่งขันกับการนอน บนการเดิมพันด้วยเวลาอันมหาศาล” คำว่า ‘เวลาอันมหาศาล’ ที่รีดกล่าวนั้น ส่อนัยถึง ‘เงินอันมหาศาล’ เพราะเมื่อรายการในสตรีมมิ่งนั้นติดใจผู้ชม จำนวนเวลาในการเข้าชมจึงเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเวลาการเข้าใช้ เน็ตฟลิกซ์ เพิ่มขึ้นสิ่งที่ตามมานั้นคือเงินที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งโดยเฉลี่ยนั้นคนเราใช้เวลาไปกับสื่อบันเทิงกว่า 4.5 ชั่วโมงต่อวัน ทั้งยังใช้เวลาไปกับเครื่องมือดิจิตอล อาทิ โทรศัพท์, คอมพิวเตอร์ กว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์ แต่การเติบโตของสื่อออนไลน์นั้นมาพร้อมกับการแข่งขันกันกอบโกยผลกำไร นั่นหมายถึง การพยายามแย่งเวลาว่างอันเล็กน้อยของคุณ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เหล่าบริษัทสตรีมมิ่งทั้งหลาย (รวมถึงบริษัทโซเชี่ยลมีเดีย) ตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่าผู้ใช้งานนั้นต้อง ‘ติดใจ’ คอนเทนต์ของตัวเอง เหตุผลของการติดซีรี่ย์ในเน็ตฟลิกซ์นั้น จึงเป็นเหตุผลเดียวกับที่คุณเล่นเกมติดต่อกันเป็นเวลานาน และเป็นเหตุผลเดียวกับที่คนส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการไถโทรศัพท์ นอกจากทำให้ผู้ใช้เพลิดเพลินและขจัดความเบื่อหน่ายได้ ทั้งยังตอบสนองต่อความรู้สึกและ ‘เร้าอารมณ์’ ของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ เหงา เศร้าซึม รัก หรือมีความสุข ตราบใดก็ตามที่สามารถรั้งผู้ใช้ ให้ใช้เวลาอยู่บนหน้าแพลตฟอร์มได้นานที่สุด จนกระทั่งยอมสละเวลานอนได้ยิ่งดี
แต่เวลานอนนั้นไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์ทั่วไปจะสละได้โดยง่าย ในหนังสือ ‘นอนเปลี่ยนชีวิต (why we sleep)’ กล่าวว่า ‘ความสามารถที่จะควบคุมอารมณ์ของเราอย่างใจเย็นในแต่ละวัน อันเป็นกุญแจสู่สิ่งที่เราเรียกว่าความฉลาดทางอารมณ์นั้นขึ้นอยู่กับการนอนหลับแบบ REM (REM ย่อมาจาก Rapid Eye Movement Sleep เป็นช่วงการหลับที่กล้ามเนื้อตาขยับตัวถึงแม้เรานอนอยู่ แต่กล้ามเนื้อต่างๆ จะหยุดพักทำงานหมดยกเว้นหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น สมองมีความตื่นตัว และ ช่วงการนอนหลับนี้จะช่วยในเรื่องของความจำ การเรียนรู้ และอารมณ์ และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เราหลับฝัน) เพียงพอติดต่อกันคืนแล้วคืนเล่า’ เมื่อไม่ได้นอนหลับ สมองของเราก็ย้อนกลับไปมีรูปแบบปฏิกิริยาที่ไร้การควบคุมเหมือนยุคดึกดำบรรพ์ เราแสดงปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมอย่างไม่ยับยั้งชั่งใจ และไม่สามารถมองเหตุการณ์ต่างๆ ในภาพกว้างหรือพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน การนอนหลับส่งผลต่อจิตใจและการความสามารถในการฟื้นฟูของร่างกาย การอดนอนทำให้ลดการหลั่งฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ทำให้แก่ลง 10–15 ปี อีกทั้งยังทำให้หิวในยามดึกจากสมดุลฮอร์โมนที่ผิดปกติ และยังลดการสร้างของกล้ามเนื้อ “หากคนสุขภาพดีนอน 4 ชม. ต่อวัน ติดกัน 6 วันประสิทธิภาพในการดูดซึมกลูโคสลดลง 40% ซึ่งถ้าให้หมอตรวจ จะถูกจัดเป็นภาวะก่อนเบาหวานทันที”
การพรากการนอนเกิดขึ้นทั่วทุกปริมลฑลของสังคม ไม่ว่าจะที่ทำงาน หรือระบบการศึกษา ทั้งการเรียนพิเศษในภาคค่ำ และเปิดเรียนในยามเช้าตรู่ ทำให้วัยรุ่นคนหนึ่งล้มละลายด้านการนอนหลับโดยไม่จำเป็น ซึ่งสร้างความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในสภาวะอันหมิ่นเหม่ระหว่างสุขภาพจิตที่แข็งแรงกับความเจ็บป่วยทางจิตเวชชั่วชีวิต ในขณะเดียวกันอาชีพที่เราต่างทราบดีว่าทำงานหนักอย่างแพทย์ ที่ไม่ให้ความสำคัญกับการนอนนัก โดยสถิติแล้วแพทย์นั้นได้นอนเฉลี่ยเพียงประมาณ 2-4 ชม. ต่อวันเท่านั้น ซึ่งล้วนส่งผลต่อการรักษาทางการแพทย์ หลังจากอดนอนมา 22 ชั่วโมง ประสิทธิภาพของมนุษย์จะถูกทำลายลง จนเทียบเท่าประสิทธิภาพของคนเมาตามเกณฑ์กฎหมายกำหนด คุณจะยอมให้หมอที่กำลังอยู่ในสภาวะมึนเมารักษาจริงหรือ
หากจะกล่าวโดยย่อคือ ทุนนิยมต้องการให้คุณทำการผลิต ทั้งในเวลาพักผ่อน และ ในเวลาทำงาน ทุนนิยมไม่ได้อยากให้คุณอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้คุณตาย เพราะคุณคือหนึ่งในผู้สร้างเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบตลาด ชีวิตของมนุษย์ในโลกทุนนิยมถูกสร้างมาให้เป็นกำลังการผลิตและผู้บริโภค คุณถูกห้ามไม่ให้ใช้ชีวิต แต่ชีวิตคุณต้องถูกใช้ ‘ตลอด 24 ชั่วโมง’ แต่สิ่งที่ขัดขวางโลก 24 ชั่วโมงนั้นคือการนอนหลับ เวลามหาศาลในชีวิตที่เราสละไปอย่างเปล่าประโยชน์เพื่อการนอนหลับ ที่ทุนนิยมไม่อาจพรากไปได้ หรือเปลี่ยนมันเป็นสินค้า ทุนนิยมนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงความต้องการพื้นฐานในฐานะมนุษย์ให้กลายเป็นรูปแบบทางธุรกิจ หรือสินค้าได้เกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะความหิว ความกระหาย ความต้องการทางเพศ แม้กระทั่งความรัก หรือความปรารถนาต่อมิตรภาพที่ซื่อสัตย์ แต่การนอนหลับ — การนอนหลับ เป็นสิ่งเดียวที่ไม่อาจถูกยึดครอง หรือถูกควบคุมให้กลายเป็นสินค้าได้ ดังนั้น การนอนหลับจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในฐานะมนุษย์ ทำให้สมองได้เรียบเรียงข้อมูลที่ได้ในแต่ละวัน อีกทั้งยังช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซ่อมแซมอวัยวะที่สึกหรอและทำให้ร่างกายได้พักผ่อน เราจึงจำเป็นต้องร่วมออกแบบสังคมที่สอดคล้องและให้ความสำคัญกับกิจกรรมพื้นฐานของมนุษย์ นั่นรวมถึงการให้เวลาของแรงงาน รวมทั้งนักเรียนและนักศึกษาเพิ่มมากขึ้น ใช้เวลาพักผ่อนและพบปะสังคม ให้เวลากับการนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความกดดันจากที่ทำงาน และลดเวลาการทำงาน ฉะนั้น จงปล่อยให้เราได้นอน! ได้นอน! ได้นอน!
อ้างอิง
[1] Aatif Sulleyman, independent, Netflix’s biggest competition is sleep, says CEO Reed Hastings (2017)
[2] Karl Marx, Capital Volume 1 (1976, pp 526-527)
[3] Matthew Walker, Why We Sleep (2017)
[4] Jonathan Crary, 24/7: Late Capitalism and the Ends of Sleep (2013, pp 10-17)
[5] Emily Lim Rogers, Springer, Beyond eight hours rest: sleep, capitalism, and the biological body
[6] Andy Warhol, The Philosophy of Andy Warhol (1975, p 34)
[7] Dara Jegede, midiaresearch, Consumers spend 4.5 hours per day on digital entertainment(2019)
[8] Sara Lebow, insiderintelligence,US adults are spending more time with media on entertainment devices (2022)

