“ธรรมชาติมนุษย์” ข้ออ้างอันล้าสมัย

โดย ไผ่แดงและนวปัญญา

​         เราอาจจะได้ยินคำกล่าวที่ว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเห็นแก่ตัว ชั่วร้าย และป่าเถื่อน แต่ถ้าหากลองมาพิจารณากันดูอย่างลึกซึ้งแล้ว มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? คำกล่าวอ้างที่หลายคนมักคุ้นหูนี้ อาจมีที่มาจากสำนักคิดนักวิทยาศาสตร์ฝ่ายขวาที่เรียกว่า แนวคิดดาร์วินทางสังคม ซึ่งคนเหล่านี้ก็เป็นปัญญาชนให้กับชนชั้นนายทุนที่ต้องการรักษาผลประโยชน์เชิงธุรกิจ และความมั่งคั่งของคนกลุ่มน้อยไว้เท่านั้น คนเหล่านี้นั้นนำทฤษฎีของดาร์วินมาใช้แบบผิดๆ พยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่ชนชั้นนายทุน โดยพวกเขาพยายามโน้มน้าวให้เราเชื่อว่า ธรรมชาติมนุษย์นั้นมีคนฉลาดและคนโง่ คนดีและคนเลว พวกเขาได้วิเคราะห์ลักษณะของมนุษย์โดยตัดขาดจากโลกจริงเป็นการวิเคราะห์เพียงแค่ผิวเผิน

​         ในสื่อกระแสหลักต่างๆ แนวคิดของชนชั้นนายทุนได้แฝงตัวอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ภาพยนตร์ หรือข่าวก็ตาม ก็เป็นความจริงอันโหดร้ายที่พฤติกรรมเหล่านั้นได้เกิดขึ้นบนโลกจริง อย่างเช่นที่เราอาจเคยได้ยินข่าว การลักขโมยนมผงของแม่ลูกอ่อนซึ่งเป็นการผลักภาระให้ครอบครัวปัจเจกแก้ปัญหากันเอง หรือการฆ่าตัวตายของเด็กประถมเนื่องจากกฎระเบียบที่กำหนดโดยสถานศึกษาซึ่งถือเป็นการทำลายตัวตนและความมั่นใจทำให้ปัจเจกแปลกแยกจากตนเองและสังคม หรือ ฝุ่น PM 2.5 ไปจนถึงโรคระบาดอย่างโควิด-19 ซึ่งปรากฏอยู่ในสื่อกระแสหลัก ซึ่งนั่นไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าธรรมชาติมนุษย์เป็นเช่นนั้น เพราะผลกระทบเหล่านี้ก็ล้วนเกิดจากระบบทุนนิยมทั้งสิ้น ภายใต้ทุนนิยมอำนาจถูกคุมโดยคนส่วนน้อยที่พยายามกดขี่คนส่วนใหญ่ พยายามบังคับให้คนส่วนใหญ่เชื่อง โดยการออกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ทำให้ดูยุ่งยากเพื่อปิดบังความจริงจากคนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้

​         ถ้าหากเราวิเคราะห์อย่างรอบด้าน จะพบว่าพฤติกรรมต่างๆ ที่ยกตัวอย่างมา เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ตั้งอยู่บนเงื่อนไขและบริบททางสังคมที่เป็นอยู่ หรือในอีกด้านหนึ่ง ก็สามารถแย้งได้เช่นกันว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นก็ประกอบไปด้วยความสามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลกันรวมอยู่ด้วย อย่างในสังคมบุพกาล ครอบครัวเป็นแบบสหชีพ ที่มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันและอย่างเท่าเทียม มีการดำรงชีวิตทางสังคมที่มีอาชีพหลากหลายในหนึ่งครอบครัวเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ แต่ภายใต้สภาพสังคมทุนนิยมปัจจุบัน เราต่างถูกกล่อมเกลาจากสื่อกระแสหลักของชนชั้นนายทุน กับศีลธรรมที่ชนชั้นนายทุนพยายามยัดเยียดให้ สิ่งเหล่านี้นั้นล้วนแล้วต่างก็เป็นสิ่งที่เราประสบพบเจอเหมือนกัน ดังนั้นแล้วการตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้พวกเราหลุดจากกรอบแนวคิดจากสังคมเก่า นอกจากนี้ ในการตั้งคำถาม ถกเถียงเพื่อหาข้อสรุป จะไม่สามารถผลักสังคมให้ก้าวหน้าไปมากกว่านี้ได้เลย หากข้อสรุปดังกล่าวไม่ได้ผลักดันให้กรรมาชีพนั่นสามารถลุกขึ้นสู้ได้ด้วยตนเอง มันแทบจะไร้ค่าหากข้อสรุปดังกล่าวนั้นได้แต่จะหวังพึ่งพาตัวแทน บุคคลหรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง

​         ดังที่มาร์กซ์และเองเกลส์ได้อธิบายไว้ในแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ใจความว่า ความคิด ทัศนะ และ จินตภาพ ความรู้สึกนึกคิดของคนเราเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขชีวิตความเป็นอยู่ เปลี่ยนตามความสัมพันธ์ทางสังคมและการพัฒนาแต่ละยุคสมัยของคน นอกจากนี้แล้วยังพิสูจน์ได้อีกว่า ความคิดที่ครอบงำสังคมไม่ว่ายุคสมัยใดก็ตามย่อมเป็นความคิดของชนชั้นปกครองเสมอ

​         ดังนั้นหากเราจะเข้าใจถึงธรรมชาติมนุษย์อย่างแท้จริง เราจำเป็นจะต้องพิจารณาอย่างองค์รวม การมองพิจารณาแบบแยกส่วนจะไม่สามารถเข้าใจธรรมชาติมนุษย์ที่มีความแปรเปลี่ยนตลอดเวลาตามสภาพเงื่อนไขความเป็นอยู่ เพราะความเห็นแก่ตัวของมนุษย์อาจจะไม่ได้ขัดแย้งกับความเห็นแก่ส่วนรวมเสมอไป เหมือนกับการที่เราต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ ซึ่งวางอยู่บนฐานผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต่อสู้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของตัวเราเองด้วยเช่นกัน

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ