การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อด้วยแนวคิดเสรีนิยมใหม่ไม่ได้ผล

โดย พัชณีย์ คำหนัก

​นักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่กล่าวว่า ‘วิธีแก้ปัญหา’ อัตราเงินเฟ้อในอุดมคติของพวกเขาไม่ได้ผล ช่วง 18 เดือนที่ผ่านมานโยบายเศรษฐกิจที่โดดเด่นของรัฐทุนนิยมอย่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา คือ การแก้ไขอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับการแก้ปัญหาด้วยอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด คือ เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ

​การแก้ปัญหาเช่นนี้บางส่วนอาจมีเบื้องหลังจากหลักเศรษฐศาสตร์ “เส้นโค้งฟิลลิปส์” (Phillips Curve) ที่แสดงความสัมพันธ์กันอย่างผกผันระหว่างอัตราเงินเฟ้อและการว่างงาน

        หากถูกต้องตามนี้ วิธีการลดอัตราเงินเฟ้อคือการบีบให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้น เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จะเป็นการลดปริมาณเงินที่หมุนเวียนใช้จ่ายในระบบ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดเงินเฟ้อ และเป็นการเพิ่มต้นทุนการเงินสำหรับผู้บริโภคและธุรกิจ ทำให้การกู้ยืมเงินเพื่อซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่หรือลงทุนขยายกิจการลดลง การใช้จ่ายทั้งทางตรงและการนำไปเพิ่มการจ้างงานก็จะลดลงเช่นกัน และสามารถทำให้บริษัทล้มละลาย คนตกงาน

​แต่การแก้ไขปัญหาเช่นนี้ไม่เหมาะกับสภาวะการณ์ปัจจุบัน เจย์ พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ทรงอิทธิพลที่สุดยอมรับเมื่อเดือนที่แล้วว่า “ค่าจ้างไม่ได้ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ”

​สัปดาห์ที่แล้วเฟดไม่เพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีก แม้ว่าธนาคารกลางยุโรปจะขึ้น ตัวอย่างธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มิ.ย. เป็นครั้งที่ 13 จนแตะ 5% สูงสุดในรอบ 15 ปี เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2%  คอลัมน์ Financial Times Unhedged อธิบายว่า “มีเหตุผลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนเพียงพอว่าทำไมถึงไม่ปรับเพิ่ม ในปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามหลักเส้นโค้งฟิลลิปส์ อย่างไรก็ตาม เฟดระบุว่า หลังมีการปรับเพิ่มดอกเบี้ยติดต่อกัน 10 ครั้ง คณะกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของเฟดได้ลงมติให้คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มาตรฐานที่ระหว่าง 5.0-5.25% เพื่อที่จะให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายภายใต้ Federal Open Market Committee (FOMC) มีเวลาประเมินข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงประเมินผลกระทบต่อนโยบายการเงิน และมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในปีนี้ เพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือ 2% เมื่อเวลาผ่านไป

​อเล็กซ์ คัลลานิคอส นักสังคมนิยมจากพรรคแรงงานสังคมนิยมอังกฤษ มองว่า เราเห็นสัญญาณของวิกฤตอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ที่ครอบงำมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 สัญญาณอีกอย่างหนึ่งของวิกฤตนี้คือ ข้อโต้แย้งต่อข้อเสนอของ อิสเบลลา เวเบอร์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันที่ทำงานในสหรัฐฯ ที่ได้ดึงดูดความสนใจหลายคน คือ เธอเสนอแนะไว้ในหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนว่า วิธีที่ดีกว่าในการจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อคือ การควบคุมราคาสินค้า ที่เคยเป็นมาตรการในช่วงสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง เธอถูกประณามว่า “โง่เขลา” ล่าสุดในนิตยสาร New Yorker ปลุกระดมให้มีการตอบโต้ข้อเสนอนี้  

​Isabella Weber และ Evan Wasner ได้เขียนเรื่อง “อัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากผู้ขาย” (Sellers’ inflation) พวกเขานำเอางานของนักมาร์กซิสต์ Michael Kalecki และนักเศรษฐศาสตร์หลังยุคเคนส์ เช่น Nicholas Kaldor รวมทั้งข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยพวกเขาให้เหตุผลว่า อัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากผู้ขายมาจากการกำหนดราคาของบริษัทต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ ที่มักถูกครอบงำโดยบริษัทขนาดใหญ่ พวกนายทุนจะเห็นด้วยกับการขึ้นราคาสินค้าอย่างกะทันหัน เพื่อปกป้องผลกำไรของตัวเอง อีกทั้ง บริษัทขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลในตลาดได้ฉวยโอกาสจากปัญหาด้านอุปทานเพิ่มราคาและโกยกำไร มีมหาเศรษฐีร่ำรวยในช่วงโควิดและหลังเงินเฟ้อปรับขึ้น เช่น เศรษฐีน้ำมัน ถ่านหิน พลังงาน อาหาร ผลิตยา ค้าปลีก ส่วนเฟดได้ตัดมาตรการกระตุ้นทางการเงินที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาห่วงโซ่อุปทานได้ สิ่งที่เราต้องการ คือ การหันมาพูดถึงอย่างจริงจังเกี่ยวกับการควบคุมราคาเชิงกลยุทธ์กับสินค้าที่สำคัญ

​ภาวะหยุดชะงักของธุรกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ เช่น ปัญหาคอขวดของห่วงโซ่อุปทานที่เกิดจากโรคระบาด การแข่งขันในธุรกิจก๊าซและน้ำมัน และสงครามยูเครน (ที่ทำให้เกิดการคว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซีย ปัญหาการส่งออกสินค้าของยูเครนที่สำคัญต่อหลายประเทศคู่ค้า และเพิ่มราคาน้ำมัน) ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ขึ้นราคาสินค้าได้ง่าย การขาดแคลนอุปทานจะไม่ค่อยมีการตัดราคากัน  Weber จึงมองหาทางเลือกในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อคือ การควบคุมราคาสินค้าเชิงกลยุทธ์ แทนการตัดงบประมาณสวัสดิการ (austerity) และเพิ่มอัตราดอกเบี้ย

​ปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ คือ 1) สาย Transitory มองว่า เราไม่ควรกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากมันจะหายไปในไม่ช้า 2. สาย Stagflation เรียกร้องให้มีการควบคุมทางการเงินและเพิ่มอัตราดอกเบี้ย แต่ยังมีทางเลือกที่ 3) คือ รัฐบาลสามารถกำหนดราคาเฉพาะที่ผลักดันให้เกิดการเพิ่มของอัตราเงินเฟ้อแทนการไปเข้มงวดเรื่องตัดสวัสดิการสังคม ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย

​นโยบายการควบคุมราคาสินค้าเคยเกิดขึ้นสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีรูสเวลท์ ที่ประยุกต์แนวคิดการแทรกแซงของรัฐหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ  ด้วยการลดราคาสินค้าและเพิ่มการลงทุนของภาครัฐ ในปัจจุบัน เกิดปัญหาการผลิตในระบบห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมต่างๆ คือผลิตสินค้าน้อยลงจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้มีการเพิ่มราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น และเกิดเงินเฟ้อสูงเฉลี่ย 10% ในอังกฤษ (ณ มี.ค.66) และการควบคุมราคาจะซื้อเวลาเพื่อจัดการกับปัญหาคอขวดของห่วงโซ่อุปทาน ที่ยังดำเนินต่อไปตราบเท่าที่โรคระบาดยังคงมีอยู่ การควบคุมราคาเชิงกลยุทธ์สามารถสร้างเสถียรภาพทางการเงินที่จะจำเป็นต่อการระดมการลงทุนภาครัฐเพื่อนำไปฟื้นตัวเศรษฐกิจ บรรเทาปัญหาโลกร้อน

​คนงานที่เรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้นไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดอัตราเงินเฟ้อ แต่พยายามที่จะปรับค่าจ้างให้ทันเงินเฟ้อ Weber และ Wasner ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณว่า อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่พวกเขาเตือนว่า “เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่มีปัญหาฉุกเฉินทับซ้อนกันหลายเรื่อง โรคระบาดยังไม่จบสิ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น จึงมีแนวโน้มว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจได้อีก”

​แท้จริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ “น่าตกใจ” มากนัก เนื่องจากสร้างแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น คลื่นความร้อนทำให้พืชผลเหี่ยวเฉาและทำให้ราคาอาหารสูงขึ้น

​อีกทั้ง เศรษฐกิจบางประเทศมีความเสี่ยงมากกว่าประเทศอื่นๆ อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอยู่ที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 ตลาดเงินกำลังเดิมพันว่า แบงก์ชาติอังกฤษจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นถือเป็นข่าวร้ายสำหรับใครก็ตามที่กำลังผ่อนบ้าน ชำระหนี้หรือต่อรองให้คงอัตราดอกเบี้ยเดิม มูลนิธิ Resolution Foundation ประมาณการว่าครัวเรือนในอังกฤษที่ทำสัญญาผ่อนบ้านด้วยอัตราคงที่ที่ปีหน้านี้จะสิ้นสุดลง ต่อจากนั้นอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้น 2,900 ปอนด์  

      ฝ่ายแรงงานเราจึงควรจับตามองสภาวะเศรษฐกิจที่ถูกครอบงำโดยรัฐและทุนใหญ่ในไทยและต่างประเทศ ที่ไม่ให้ประชาชนฝ่ายแรงงานเข้ามามีส่วนร่วม  การขึ้นเงินเดือนค่าจ้างที่ชักช้า ไม่ทันค่าครองชีพ ราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้นอย่างมาก รวมทั้งค่าไฟ ค่าโดยสารสาธารณะซึ่งรัฐควรควบคุมก่อนหน้านี้ การจ้างงานยังต่ำระดับ ด้อยมาตรฐาน คนยากจนมากขึ้น ไม่เป็นไปตามหลักเส้นโค้งฟิลลิปส์ เศรษฐกิจยังซบเซาที่มาพร้อมกับเงินเฟ้อ ดังนั้น ภารกิจสำคัญของเราคือ ร่วมกันผลักดันข้อเสนอด้านเศรษฐกิจการเมืองที่ก้าวหน้า เช่น กระจายรายได้ เก็บภาษีรายได้และทรัพย์สินจากคนรวยมากขึ้น เพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของเราก่อนที่จะแย่ไปมากกว่านี้

อ้างอิง

1. Alex Callinicos. (20 มิ.ย. 2023).  Neoliberal response to inflation still fails. ในเว็บไซต์ SWP พรรคแรงงานสังคมนิยมอังกฤษ. ​
2. Isabella Weber. (29 ธ.ค.2021).  Could strategic price controls help fight inflation?. ใน เดอะการ์เดียน

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ