การเมืองในสภาไม่เดินหน้า สังคมไทยเดินถอยหลัง

การเมืองในสภาไม่เดินหน้า สังคมไทยเดินถอยหลัง
โดย กองบรรณาธิการ

           ผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นใจให้กับฝ่ายเผด็จการ ทำให้ชนชั้นนำในสังคมไทยโกรธและพยายามที่จะช่วงชิงการนำกลับคืนมา เพราะจำนวนที่นั่งของ ส.ส.สภา ไม่ว่าจะพิจารณาจากมุมมองไหนก็ไม่มีพรรคไหนชนะขาดลอยอย่างถล่มทลาย พวกเผด็จการพยายามที่จะดึงเวลา โดยไม่ยอมประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ทั้ง ๆ ที่เวลาล่วงเลยมาเป็นเดือน แต่ในที่สุดพวกเขาไม่มีข้ออ้างใด ๆ ที่จะดึงเวลาเพื่อจะได้โต้กลับและยอมประกาศรับรองผลการเลือกตั้งออกมา  การไม่ยอมประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเป็นเวลากว่า 1 เดือน มันสะท้อนว่าชนชั้นนำพร้อมเปิดฉากการต่อสู้ทางชนชั้นอีกระลอก

           นโยบายของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย  มีหลายนโยบายที่เป็นการยกระดับสวัสดิการทางสังคม โดยมีเป้าหมายหลักคือ การสร้างรัฐสวัสดิการ และท้าท้ายโครงสร้างอำนาจของชนชั้นนำ เช่น เก็บภาษีทรัพย์สิน, เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ, เพิ่มเบี้ยยังชีพ, ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร, ยกเลิกชุดนักเรียน เป็นต้น และแน่นอนสำหรับนักสังคมนิยมอย่างพวกเรา วิเคราะห์โดยใช้มุมมองทางชนชั้นและฟันธงว่านโยบายเหล่านี้จะถูกต่อต้านจากชนชั้นนำและกลุ่มชนชั้นนายทุนที่สูญเสียผลประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้

           แม้ว่าเผด็จการจะเกลียดการเลือกตั้งเพียงใด แต่เมื่อกระแสแนวคิดการเลือกตั้งเป็นกระแสหลักของโลกเสรีนิยม พวกเขาไม่อาจทำตามใจปรารถนาได้ โดยยอมประนีประนอมกับเสรีนิยมประชาธิปไตย เพื่อรักษาอำนาจ มันจึงนำไปสู่การร่างกติกาโจรในรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ให้ ส.ว.มีสิทธิโหวตนายกฯ ได้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของชนชั้นนายทุน การมีศาลรัฐธรรมนูญไว้ร้องเรื่องสิ่งที่ขัดกับระบอบการปกครอง เช่น 112  ดังนั้น แม้ว่าตัวแทนของชนชั้นนายทุนจะแพ้การเลือกตั้งครั้งล่าสุด แต่พวกเขาก็มีสมาชิกที่เป็นแนวร่วมชั้นสวะอย่าง ส.ว. ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นปราการอีกด่านหนึ่งในการต่อต้านการสร้างระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเราจะเห็นบรรดา ส.ว. ต่างดาหน้าออกมาต่อต้านโดยแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนว่า จะไม่ยกมือให้กับนายพิธา หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนั้นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นคือ การปูพรมทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การต่อต้านนโยบายการสร้างรัฐสวัสดิการของพรรคก้าวไกล อย่างสถาบันทีดีอาร์ไอ (TDRI)  ซึ่งเป็นเจ้าประจำในการต่อต้านนโยบายทางเศรษฐกิจที่เอื้อคนจน และนักวิชาการเสรีนิยมรถถังก็กลับมาร้องโอดครวญอีกรอบว่า ประเทศไทยไม่มีเงินพอที่จะสร้างรัฐสวัสดิการและแจกจ่ายให้กับคนจน และพวกเขายังบังอาจเรียกร้องให้คนจนต้องช่วยตัวเองก่อนที่จะให้รัฐช่วยเหลือ  ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาพวกเราส่วนใหญ่ต่างดิ้นรนด้วยตนเองมาโดยตลอด โดยที่รัฐไม่เคยมาดูแลแต่อย่างใด (เว้นแต่ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้กำเนิดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค และกองทุนหมู่บ้าน ที่ชนชั้นนำพยายามบ่อนทำลาย)

           ในขณะที่ตลาดทุนซึ่งนักเสรีนิยมมักอ้างว่าเป็นหัวใจสำคัญในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังโวยวายว่า นโยบายพรรคก้าวไกลจะทำให้นักลงทุนหนี ซึ่งนัยยะของมันคือ พวกเขากำลังบอกว่า พวกเขาคือกระดูกสันหลังของระบบทุนนิยม ซึ่งเป็นการหลงตัวเองอย่างมาก และตลาดทุนกำลังเผชิญหน้ากับการตบแต่งบัญชีและงบการเงินของชนชั้นนายทุนเพื่อหลอกเอาเงินคนเกษียณ และนักลงทุนรายย่อยที่ฝันว่าตัวเองจะมีกำไรจากการลงทุนด้านการเงินมาจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน  สิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทสตาร์ค คอร์เปอเรชั่นและบริษัทอื่น ๆ ที่กำลังตามมาติด ๆ สะท้อนให้เห็นว่า การค้าขายในระบบทุนนิยมมักกลายเป็นการฉ้อโกงเงินเกษียณ, คนสุจริต และคนโลภที่หวังรวยจากคนโลภด้วยกัน

           วิกฤตสังคมไทยตอนนี้คือ วิกฤตการเมืองที่เรื้อรังมาตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และวิกฤตเศรษฐกิจที่ประทุขึ้นมาอีกรอบในช่วงโควิด-19  ส่วนวิกฤตของฝ่ายประชาธิปไตยคือ การถูกปราบและการฝากอนาคตไว้กับพรรคการเมืองในกระแสหลักมายาวนาน และไม่สามารถตั้งพรรคการเมืองของตนเองได้ ซึ่งเมื่อใช้มุมมองชนชั้นในการวิเคราะห์ เราจะเห็นว่าการต่อสู้ของพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่มีแนวคิดเสรีนิยมเป็นแนวคิดหลักในสภาฯ นั้นไม่เพียงพอในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและสร้างรัฐสวัสดิการ พวกเขามักอ้างข้อจำกัดทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่อาจจะสุ่มเสี่ยงยุบเลิกพรรค และรวมถึงการครอบงำทางความคิดของชนชั้นปกครองผ่านระบบ โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, วัด, ศาสนา ยกตัวอย่างปรากฎการณ์ของ “หยก” นักเรียนชั้น ม.4 ที่ประท้วงโรงเรียนด้วยการไม่ยอมแต่งกายตามระเบียบของกระทรวงศึกษา และวิจารณ์หลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเราจะเห็นท่าทีของพรรคการเมืองอย่างก้าวไกลและเพื่อไทย มีท่าทีแผ่วเบาและน้ำเสียงเบาบาง ในการสนับสนุนข้อเรียกร้องและข้อวิจารณ์ของหยก ทั้ง ๆ ที่การต่อต้านของหยกคือการต่อต้านโครงสร้างการศึกษา แม้จะมี ส.ส.ของพรรคฝ่ายประชาธิปไตยบางคนออกมาทำนองสนับสนุนการกระทำของหยก ก็เป็นการพูดเพื่อพูด มิได้มีท่วงทำนองที่จริงจังแต่อย่างใด 

           นโยบายของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยจะเป็นจริงในทางปฏิบัติได้ หาได้ขึ้นอยู่กับสภาฯ แต่อย่างเดียวไม่ การเมืองนอกสภาจะเป็นทั้งตัวสนับสนุน (เมื่อเขาทำตามที่พูดและถูกชนชั้นนำต่อต้าน) และวิจารณ์อย่างหนักเมื่อพวกเขาทรยศต่อคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน  กรรมาชีพต้องผลักดันให้นโยบายการเมืองในการสร้างรัฐสวัสดิการเกิดขึ้น เพราะมิเช่นนั้นแล้ว สังคมไทยจะเดินถอยหลังและกลับสู่วังวนเดิมอีกครั้ง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ