โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
หลังจากที่พรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งมากกว่าพรรคอื่น ๆ และมีส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งมากที่สุด ถ้าสามารถฝ่าอุปสรรคของมรดกเผด็จการ คือ ส.ว.แต่งตั้ง บางคนอาจคิดว่าก้าวไกลสามารถยึดอำนาจรัฐได้แล้ว แต่นั่นคือแค่ความฝัน
ในอดีตเมื่อพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 40 อดีตฝ่ายซ้ายที่เคยเข้าป่ากับพรรคคอมมิวนิสต์และต่อมาเข้าไปในพรรคไทยรักไทยภายหลังป่าแตก จะพูดว่าเขาสามารถ “ยึดอำนาจรัฐได้ โดยไม่ต้องกินเผือกกินมัน” ซึ่งหมายความว่าพรรคไทยรักไทยยึดอำนาจรัฐผ่านการครองใจประชาชนและชนะการเลือกตั้ง แทนที่จะต้องเข้าป่าไปกินเผือกกินมันในกองทัพปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่การล้มรัฐบาลไทยรักไทย และรัฐบาลเพื่อไทยผ่านการทำรัฐประหารพิสูจน์ว่า เรื่องนี้ซับซ้อนมากกว่าที่พวกนั้นคิด
หลังชัยชนะของพรรคก้าวไกล คงจะมีคนไม่น้อยที่มองว่า พวกเราชาวมาร์คซิสต์ หรือที่เขาด่าว่าพวก “ซ้ายสุดโต่ง” มัวแต่ย่ำอยู่กับที่ในขณะที่ยึดอำนาจรัฐไม่ได้ แล้วมาวิจารณ์ความสำเร็จของพรรคก้าวไกล
บทความนี้เขียนก่อนที่จะมีการลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีหรือการตั้งรัฐบาล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่า พิธา จะได้เป็นนายกหรือไม่ พรรคก้าวไกลไม่ได้ยึดอำนาจรัฐ
หาก ส.ว.ปิดกั้นสิทธิของ พิธา ที่จะเป็นนายกฯ มันอาจทำให้บางคนเข้าใจอำนาจรัฐชัดขึ้น แต่คนที่ยังตั้งความหวังกับระบบรัฐสภาจะมองว่า ถ้ารัฐบาลใหม่สามารถยกเลิกอำนาจของส.ว.ในอนาคต มันจะเปิดทางให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยยึดอำนาจรัฐได้
ถ้าเราศึกษาหนังสือ “รัฐกับการปฏิวัติ” ของ เลนิน และ “สงครามกลางเมืองในฝรั่งเศส” ของมาร์คซ์ เราจะเข้าใจว่า ในทุกสังคมของทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการทหาร และไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ยุโรปตะวันตก หรือไทย มันมีชนชั้นปกครองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งดำรงอยู่ ซึ่งดูเหมือนขัดกับหลักประชาธิปไตย ดังนั้น แค่การเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น หรือการเลือกพรรคที่ก้าวหน้าหรือพรรคที่ใช้แนวสังคมนิยมเข้ามาคุมรัฐสภา จะไม่นำไปสู่สังคมใหม่แห่งเสรีภาพแต่อย่างใด และการปฏิรูปสังคม ไม่ว่าจะดีและเป็นประโยชน์แค่ไหน ไม่สามารถเปลี่ยนอำนาจรัฐภายใต้ทุนนิยมได้
เลนิน กล่าวถึงงานของ มาร์คซ์ และ เองเกิลส์ ซึ่งเป็นนักมาร์คซิสต์ “รุ่นครู” ของเขา เพื่อชี้ให้เห็นว่า “รัฐ” มันมากกว่าแค่ “รัฐบาล” เพราะรัฐประกอบไปด้วย “อำนาจพิเศษสาธารณะ” ซึ่งอาศัยวิธีควบคุมสังคมสองวิธีคือ (1) อาศัยกองกำลังและการปราบปรามอย่างรุนแรง ซึ่ง เองเกิลส์ และ เลนิน เรียกว่า “องค์กรพิเศษของคนติดอาวุธ” นั่นคือ ทหาร ตำรวจ ศาล และคุก (2) อาศัยการสร้างระเบียบและความชอบธรรมกับการปกครองของรัฐ เพื่อให้ผู้ถูกปกครองยอมรับอำนาจเผด็จการของรัฐ และวิธีที่สำคัญคือ การวางตัวของรัฐให้ห่างเหินแปลกแยกจากสังคม เพื่อให้ดูเหมือน “ลอยอยู่เหนือสังคมและเป็นกลาง” ในขณะที่คุมสถาบันต่าง ๆ ด้วยอำนาจเงียบ เพราะถ้ารัฐไม่สร้างภาพแบบนี้มาปิดบังความจริงที่รัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองฝ่ายเดียว ประชาชนจะไม่ให้ความจงรักภักดี การควบคุมสถาบันต่าง ๆ ด้วยอำนาจเงียบดังกล่าว กระทำผ่านการพยายามผูกขาดแนวคิดในโรงเรียน ศาสนา และสื่อ จนเราอาจไม่รู้ตัวว่าเราถูกควบคุมกล่อมเกลาทางความคิด
รัฐจะส่งเสริมให้มีการออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับชนชั้นปกครอง โดยมีศาลคอยสนับสนุน และในสถานที่ทำงานทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือภาครัฐ มันมีเผด็จการของนายทุนกับผู้บริหาร แถมสื่อมวลชนหลักมักจะสะท้อนจุดยืนของชนชั้นปกครอง เพราะนายทุนมีอิทธิพลครอบงำสื่อ และทุกอย่างถูกทำให้ดูเหมือนเป็น “ธรรมชาติ”
รัฐทุนนิยมมีไว้เพื่อกดขี่ชนชั้นกรรมาชีพและเกษตรกร โดยยึดผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนเป็นหลัก ตรงนี้เราไม่ควรสับสนว่า “ชนชั้นนายทุน” คือแค่นักธุรกิจเท่านั้น เพราะชนชั้นนายทุนประกอบไปด้วยนายทหารชั้นสูง ข้าราชการชั้นสูง นักการเมืองระดับรัฐมนตรี ชนชั้นนำ และนายทุนเอกชน เขาคือชนชั้นปกครอง และ “รัฐ” เป็นเครื่องมือของเขา ไม่ว่าเราจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่
บ่อยครั้งในระบบประชาธิปไตยทุนนิยม อำนาจเหนือประชาธิปไตยของชนชั้นปกครองถูกใช้อย่างเนียน ๆ เพื่อปกปิดความเป็นเผด็จการของทุนนิยม เช่น การที่ศาลออกมาตัดสินว่า นโยบายก้าวหน้าของบางรัฐบาลขัดกับรัฐธรรมนูญ หรือการที่กลุ่มทุนใหญ่ใช้อำนาจเผด็จการในการถอนทุนเมื่อไม่พอใจนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล มันมีการสร้างความชอบธรรมกับสิ่งเหล่านี้
เองเกิลส์ อธิบายว่า รัฐไหนสร้างภาพหลอกลวงว่าเป็นกลางได้ดีที่สุด รัฐนั้นสามารถควบคุมประชาชนได้อย่างแนบเนียน ตัวอย่างที่ดีคือ การอ้างว่าศาลในประเทศตะวันตกเป็นองค์กร “อิสระ” แต่ในความเป็นจริงมันแค่อิสระจากการตรวจสอบควบคุมของประชาชนเท่านั้น แถมมีกฎหมายหมิ่นศาลอีกด้วย นักวิชาการที่รับใช้ชนชั้นปกครองมักเสนอตลอดว่า “รัฐเป็นกลาง” ไม่เข้าข้างใคร และด่าแนวมาร์คซิสต์ว่า “ตกยุค”
ในอดีตและปัจจุบันรัฐไทยเผยธาตุแท้ว่าเป็นรัฐเผด็จการและเป็นศัตรูของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันมักจะมีความพยายามที่จะสร้างภาพว่ารัฐไทยเป็นกลางได้ถ้าแค่ปฏิรูปความผิดปกติบางอย่างเท่านั้น
ในโลกจริงมันมีประเทศไหนในระบบทุนนิยม ที่ผู้บริหารทุนใหญ่ทุกคนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือลูกจ้างในบริษัท? มันมีที่ไหนที่นายพลในกองทัพมาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือพลทหารธรรมดา? มันมีที่ไหนที่ประชาชนธรรมดาสามารถมีส่วนร่วมเต็มที่ในการพิพากษาคดีต่าง ๆ? มันมีที่ไหนที่มีกฎหมายซึ่งทำลายความเหลื่อมล้ำผ่านการจ่ายเงินเดือนให้ทุกคนในอัตราเท่ากัน? มันมีที่ไหนที่มีกฎหมายที่ระบุว่านายทุนไม่มีความชอบธรรมในการกอบโกยกำไรบนสันหลังคนทำงาน?
การเข้าใจรัฐสำคัญมากต่อประเด็นว่า ทำไมเราไม่สามารถสร้างสังคมนิยมผ่านรัฐสภาทุนนิยมได้ แต่สำหรับกรณีพรรคไทยรักไทย/พรรคเพื่อไทย หรือพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคเสรีนิยมของชนชั้นนายทุน แค่การปฏิรูปสังคมภายใต้กติกาของรัฐทุนนิยมก็จะทำได้ยากเมื่อซีกหนึ่งของชนชั้นปกครองต้องการจะสร้างอุปสรรค เพราะอำนาจรัฐไม่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาเลย มันมาจากอำนาจเงียบนอกรัฐสภา อย่างเช่น อำนาจผู้นำกองทัพ นายทุนใหญ่ หรือข้าราชการ
บ่อยครั้งเวลาพรรคการเมืองที่ต้องการปฏิรูปสังคม ลงสมัครรับเลือกตั้ง มักจะมีการประนีประนอมกับกติกาของรัฐและส่วนของชนชั้นปกครองซีกอนุรักษ์นิยม โดยมีการอ้างว่าเป็นการใช้ “การเมืองในโลกจริง” พูดง่าย ๆ มันเป็นการปรับตัวให้เข้ากับรัฐ แทนที่จะยึดอำนาจรัฐ และในที่สุดมันจบลงด้วยการยอมรับว่ามันมีขอบเขตในการปฏิรูปสังคมที่รัฐบาลไม่สามารถก้าวข้ามได้ ตัวอย่างที่ดีคือการยกเลิกกฎหมาย 112
การปฏิรูปรัฐจึงไม่ใช่แค่การผลักดันให้แก้รัฐธรรมนูญในรัฐสภา เพื่อให้มีการยอมรับผลของการเลือกตั้งเท่านั้น การกำจัดอำนาจเผด็จการของรัฐทุนนิยมต้องอาศัยการปฏิวัติรัฐเก่าในทุกแง่ เพื่อสร้างรัฐใหม่ของประชาชนผู้ทำงาน หรือที่เรียกว่า “รัฐกรรมาชีพ” ซึ่ง มาร์คซ์ เคยอธิบายว่าองค์ประกอบของรัฐเก่านั้นมันไม่หายไปง่าย ๆ เพราะมันเป็น “งูเหลือมที่รัดสังคมไว้อย่างแน่นแฟ้น” ต้องใช้ “ไม้กวาดแห่งการปฏิวัติ” ถึงจะแกะมันออกได้ และต้องสร้างรัฐใหม่ที่มีองค์ประกอบใหม่ขึ้นมาแทน
อำนาจที่จะปฏิวัติรัฐเก่าจะมาจากไหน? แน่นอนประชาชนที่ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งในลักษณะปัจเจกไม่มีอำนาจพอ ส.ส.ในรัฐสภาที่ยกมือสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ ก็มีอำนาจไม่พอ ดังนั้น การสร้างรัฐใหม่จึงต้องอาศัยพลังมวลชน นี่คือสาเหตุที่รัฐกรรมาชีพในอดีต สมัยคอมมูนปารีส หรือการปฏิวัติรัสเซีย หรือการพยายามปฏิวัติในอิหร่านหรือซูดาน ล้วนแต่อาศัยสถาบันการเมืองแบบใหม่ที่เน้นมวลชน เช่นสภาคนงานหรือสภามวลชนชั้นล่าง อำนาจของมวลชนแบบนี้สามารถผลักดันนโยบายก้าวหน้าให้เกิดขึ้นจริงได้ ตัวอย่างเช่น การยกเลิกกรรมสิทธิ์ของนายทุนหรือเจ้าของที่ดินรายใหญ่ การยกเลิกหนี้สิน การยกเลิกค่าเช่าบ้าน การยกเลิกนายจ้าง การสร้างความเท่าเทียมอย่างเต็มที่ระหว่างเพศ หรือการสร้างกองกำลังของประชาชนแทนกองทัพเดิม ฯลฯ
และสำหรับพรรคก้าวไกล ถ้าจะสามารถปฏิรูปสังคมไทยในหลาย ๆ แง่ที่ผู้สนับสนุนต้องการ ก็ต้องมีการอาศัยพลังมวลชนและองค์กรของมวลชนระดับรากหญ้าอีกด้วย เพื่อคานอำนาจเงียบของรัฐไทย



