ทำไมต้องเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าจากคนรวยแทนการเก็บภาษี VAT จากคนจน

โดย วัฒนะ วรรณ และ ขนมปัง

               ทุก ๆ ครั้ง ที่มีการพูดถึงการเพิ่มรายได้รัฐเพื่อนำมาเพิ่มสวัสดิการให้กับประชาชนทั้งสังคม ประเด็นภาษีจะถูกหยิบยกมาถกเถียงเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง โดยเป้าหมายของการถกเถียงไม่ว่าจะใช้เหตุผลอะไร จะมีข้อสรุปง่าย ๆ ว่าจะเก็บภาษีเพิ่มจากคนรวยหรือเก็บเพิ่มจากคนจน ถ้าจะเก็บจากคนรวยจะเน้นเก็บภาษีทางตรงจากรายได้ในอัตราก้าวหน้า ยิ่งมีรายได้มากก็จะยิ่งต้องจ่ายอัตราภาษีสูงขึ้น แต่ถ้ามุ่งเน้นเก็บจากคนจนก็จะเก็บจากภาษีทางอ้อมจากการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคที่เรียกว่าภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT

               จากผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลเฉลี่ยปี 2556-2565 พบว่า สัดส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคล 22.64% และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 11.36% ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 27.16% และภาษีทางอ้อมอย่างอื่นของกรมสรรพสามิตกว่า 17.94% เช่น ภาษียาสูบ ภาษีสุรา จะเห็นว่ารายได้จากภาษีที่เน้นเก็บกับคนจนอยู่ในสัดส่วนสูงที่สุด ซึ่งเป็นระบบภาษีทางอ้อมที่เก็บจากสินค้าและบริการที่ทุกคนต้องจ่าย ในขณะที่บางส่วนของสังคมเข้าใจว่า คนรวยเสียภาษีมากที่สุดแต่เมื่อเทียบสัดส่วนจากการเก็บภาษีของรัฐบาลแล้วจะเห็นว่าภาษีที่เน้นเก็บจากรายได้ทางตรงคิดเป็นเพียง 38.52% เท่านั้น ส่วนที่ภาษีที่เก็บทางอ้อมจากการบริโภคสูงถึง 50%

               ภาระภาษีของคนจนเมื่อเทียบจากสัดส่วนการบริโภคและรายได้ คนจนจะเสียภาษีในสัดส่วนที่มากกว่าคนรวย ซึ่งคนรวยที่มีรายได้สูงจะไม่ได้นำรายได้มาบริโภคทั้งหมด แต่การบริโภคเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนที่เหลือที่ส่วนใหญ่จะถูกนำไปเก็บออมหรือนำไปลงทุน ในขณะที่คนจนรายได้ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดจะถูกนำไปบริโภค การที่รัฐบาลหวังพึ่งพาการเก็บภาษีทางอ้อมทำให้คนจนต้องแบกรับภาระสูงขึ้นและหลีกเลี่ยงยาก ในขณะที่การเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีข้อได้เปรียบหลายด้าน เช่น มาตรการลดหย่อนต่างๆ ยังไม่นับรวมการหลบเลี่ยงภาษี ทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่

               ไทยเคยถูกจัดอันดับประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอันดับ 4 ของโลก ในปี 2018 ช่วงก่อนวิกฤติโควิด โคยมีค่าดัชนี GINI อยู่ที่ 0.9 (ค่าจะอยู่ระหว่าง 0-1 โดยศูนย์จะเท่าเทียมสูงสุด) ที่จัดอันดับโดยสถาบันเครดิตสวิส

               ถ้าจะลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมไทย และระดมรายได้ในการสร้างรัฐสวัสดิการ จำเป็นจะต้องเพิ่มการเก็บภาษีทางตรงจากคนที่รวยมากๆ ในอัตราสูงพิเศษในอัตราก้าวหน้า ในขณะเดียวกันควรมีการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีทางอ้อมอื่นๆ ที่เป็นภาระกับคนจน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ และเป็นงบประมาณสำหรับรัฐสวัสดิการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย

               ภาษีอัตราก้าวหน้ามีความสัมพันธ์กับ “ประสิทธิภาพ” ของรัฐสวัสดิการอย่างสำคัญ ถ้าต้องการให้ระบบรัฐสวัสดิการมีประสิทธิภาพสูงจะต้องจัดทำให้ครอบคลุมทั่วถึง ไม่ใช่ค่อย ๆ ทำเป็นส่วน ๆ เช่น ถ้ามีระบบการศึกษาฟรีแต่ครอบครัวยากจน ไม่มีเงินไปโรงเรียน ไม่มีบ้านพักที่กว้างขวางเป็นสัดส่วนพอที่จะมีสมาธิอ่านหนังสือ หรือจะต้องช่วยพ่อแม่หารายได้ตอนกลางคืน การศึกษาฟรีดังกล่าวจะไม่สร้างความเท่าเทียมได้จริง ๆ ในด้านผลลัพธ์ ดังนั้น ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพเท่าเทียม พ่อแม่ต้องได้รับการสนับสนุนที่ดีด้วย ผู้เรียนต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีที่พักอาศัยที่ดี

               ระบบภาษีก้าวหน้าจึงเป็นเครื่องมือชี้วัดที่สำคัญว่าคนที่เสนอเรื่องนี้มีความจริงใจในการสนับสนุนการการยกระดับคุณภาพชีวิตคน ต้องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมมากน้อยแค่ไหน

              และที่สำคัญการต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าจะไม่สามารถทำผ่านรัฐสภาได้เพียงลำพัง จะต้องได้รับการสนับสนุนจากคนจน กรรมาชีพ เนื่องจากต้องต่อสู้กับนายทุนทั้งชนชั้นเพราะผลประโยชน์ขัดแย้งกัน ท้ายที่สุดจึงไม่ได้ต่อสู้กันด้วยเหตุผล เนื่องจากชนชั้นนายทุนครองอำนาจรัฐผ่านโครงสร้างต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากรัฐสภา ครองอำนาจทางเศรษฐกิจและสื่อ ส่วนกรรมาชีพที่มีอำนาจแฝงในระบบการผลิตตอบโต้ด้วยการนัดหยุดงานทั่วไป

อ้างอิง
ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาล สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ