โดย แพรพลอย
นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 450 บาท/วัน เป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคก้าวไกลที่มีจำนวนที่นั่งของ ส.ส. มากที่สุดในสภาและกำลังเป็นประเด็นที่ถูกชนชั้นนายทุนวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก ทั้งจากนายทุนน้อยเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME) อย่างประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และนายทุนใหญ่อย่างบรรดาเจ้าสัวที่ต่างตบเท้ากันออกมาต่อต้าน อ้างว่าจะเพิ่มต้นทุน ทำให้นักลงทุนหนีออกจากประเทศ จะเกิดเงินเฟ้อรุนแรง อีกทั้ง ยังมีกรณีของเจ้าสัวบริษัทอีคอนไทยที่ออกมาประกาศเตรียมชง กกต. ให้ออกกฎหมายห้ามพรรคการเมืองนำเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำมาใช้หาเสียงเพราะเอกชนเป็นคนจ่ายเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566 ตามการรายงานของมติชนออนไลน์
สำหรับรัฐบาลไทยค่าแรงขั้นต่ำหมายถึง “ค่าแรงเพียงพอต่อการดำรงชีวิตสำหรับแรงงาน 1 คน” ย้อนไปเมื่อปี 2555 พรรคเพื่อไทยที่นำโดยยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้ใช้นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากเดิมราว 159-221 บาท/วัน เป็น 300 บาท/วัน เท่ากันทั่วประเทศเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียง และสามารถทำนโยบายให้เป็นจริงได้สำเร็จในปี 2556 หลังชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ปฏิกิริยาของเหล่านายทุนกับสื่อขณะนั้นก็คล้ายกันกับปัจจุบัน หลังจากนั้นเป็นต้นมาค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานไทยก็ถูกแช่แข็ง สวนทางกับราคาข้าวของที่แพงขึ้นทุกวัน จนกระทั่งปี 2560 รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชาได้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นรายจังหวัด ไม่เท่ากันทั่วประเทศ ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐเองก็เคยใช้นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400-425 บาท/วัน หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2562 แต่คำสัญญานั้นก็ไม่เคยเป็นจริง
สำหรับนายทุนในโลกทุนนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยเงินและการทำกำไรสูงสุด “ค่าแรง” ของแรงงานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตถูกลดทอนลงเหลือเพียงคำว่า “ต้นทุน” การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้นายทุนได้กำไรลดน้อย ดังนั้น เพื่อรักษาอัตราผลกำไร ปฏิกิริยาของเหล่านายทุนต่อการขึ้นค่าแรงที่เป็นการถ่ายโอนความมั่งคั่งที่คนงานสร้างกลับมายังคนงานจะมีด้วยกันอยู่ 2 แบบหลัก นั่นคือ 1. ต่อต้านการขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ และ 2. ผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้ผู้บริโภคหรือชนชั้นแรงงานด้วยการขึ้นราคาสินค้าเพื่อรักษาหรือแม้กระทั่งเพิ่มอัตรากำไร ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเหมือนกันทั่วโลก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นแล้วว่าภาวะเงินเฟ้อนั้นเป็นประโยชน์ต่อชนชั้นนายทุน เช่น ตามการรายงานของหนังสือพิมพ์เลอมง (Le Monde) เมื่อปีที่แล้วบริษัทน้ำมันรายยักษ์ 5 บริษัท ได้แก่ โททัลเอเนจี้ (TotalEnergies) เอ็กซอลโมบิล (ExxonMobil) เชฟรอน (Chevron) บีพี (BP) และเชลล์ (Shell) มีผลกำไรรวมกัน 153.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่คนงานกำลังเอาตัวรอดกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
การที่ค่าแรงขั้นต่ำไม่พอกิน นอกจากจะทำให้คุณภาพชีวิตของแรงงานแย่แล้ว ยังทำให้นายทุนประสบกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน เช่น กระแสการลาออกจากงานครั้งใหญ่หรือ The big quit ในโลกตะวันตก ก็เป็นผลมาจากการที่ค่าแรงไม่พอกินแต่งานหนัก ไม่จูงใจให้อยากสมัครงาน แต่ก็มีคนจำนวนมากต้องทนทำงานที่ได้ค่าแรงน้อยเพราะชีวิตไม่มีทางเลือกมากกว่านี้ นอกจากนี้ชนชั้นแรงงานหรือที่พวกเสรีนิยมเรียกว่า “ผู้บริโภค” ยังเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ การที่คนงานมีเงินไม่พอประทังชีวิตก็ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวเพราะคนงานไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นเรื่องที่ควรทำทันทีแต่ไม่เพียงพอ รัฐจะต้องจัดเก็บภาษีคนรวยในอัตราก้าวหน้าเพื่อนำเงินตรงนั้นมาทำรัฐสวัสดิการร่วมด้วย เพื่อประกันว่าคนงานจะมีสถานะทางการทางเงินที่มั่นคง นอกจากนี้ค่าแรงขั้นต่ำต้องเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในแง่ที่ว่า คนงานไม่จำเป็นต้องทำงานล่วงเวลาหรือโอทีอีกต่อไป การกำจัดความจำเป็นในการทำโอทีนี้ยังช่วยให้เกิดการแบ่งปันงานในระบบเพื่อให้คนงานทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเข้าถึงงาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาคนตกงาน และเพื่อที่เราคนงานจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น เช่น ไปทำกิจกรรมที่รัก หรือไปเที่ยวในที่ที่อยากไป เมื่อความเครียดในการใช้ชีวิตลดลงก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพของคนงานอีกด้วย


