การนัดหยุดงานทั่วไป: อาวุธต่อกรของชนชั้นแรงงาน?

โดย ไผ่แดง

​ในบทความ “ว่าด้วยการนัดหยุดงาน โดย วี ไอ เลนิน”ได้อธิบายถึงการนัดหยุดงานว่าเกิดขึ้นจากลักษณะของระบบทุนนิยมเอง ชนชั้นแรงงานจะไร้อำนาจต่อรองหากอยู่ในฐานะปัจเจก แต่เมื่อชนชั้นแรงงานรวมตัวกัน สมบัติของชนชั้นนายทุนจะไร้ค่า กล่าวคือ การนัดหยุดงานคือการทำให้ระบบการผลิตกลายเป็นอัมพาตและหยุดชะงักกระบวนการสะสมความมั่งคั่งของชนชั้นนายทุน เพราะชนชั้นแรงงานเป็นผู้อยู่ใจกลางการผลิตทุนนิยมหากรวมตัวกันจะมีอำนาจต่อรองสูง ซึ่งชนชั้นนายทุนมักจะหวาดกลัวการนัดหยุดงาน

                นอกจากนี้เลนินยังอธิบายว่าการนัดหยุดงานยังเป็น ”โรงเรียนการทำสงครามชนชั้น” เพราะว่าคือการนัดหยุดเป็นเสมือนการสะสมจิตสำนึกจากการต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมักจะเริ่มจากการต่อสู้เพื่อปากท้องเช่นการเรียกร้องให้เพิ่มค่าแรงไปจนถึงการปรับปรุงสภาพการจ้างงาน หรือในบางกรณีนำไปสู่การต่อสู้ทางการเมือง

                กรณีตัวอย่างคือ ช่วงทศวรรษ 2510s ในช่วงปี 2516 มีการสะสมการต่อสู้นัดหยุดงานกว่า 506 ครั้ง และเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งภายหลังเหตุการณ์นี้ ขบวนการแรงงาน-นักศึกษา-ชาวนา หรือ ขบวนการสามประสานได้มีความเข้มแข็งอย่างมาก ทำให้ในช่วงเดือนธันวาคม 2518 เกิดการนัดหยุดทั่วไปจากหลากหลายวิชาชีพและสถานประกอบการเกิดขึ้น เนื่องจากรัฐบาลในยุคนั้นขึ้นราคาผลผลิตการเกษตรโดยที่นายทุนได้ประโยชน์แต่เกษตรกรกลับเสียประโยชน์ ซึ่งการนัดหยุดงานครั้งนี้ได้รับชัยชนะ(วิดีโอ:ประท้วงยังไงให้ชนะ?: หลัง 14 ตุลาโมเดล, พูด (2564))

​หรือ บทเรียนในซูดานเริ่มจากใช้การต่อสู้นัดหยุดงานซึ่งเป็นการสะสมจิตสำนึกในการต่อสู้ จนในท้ายที่สุดนำไปสู่การต่อต้านเผด็จการทหารจากการสร้างขบวนการแรงงานที่เข้มแข็งซึ่งมีประสานความร่วมมือจากองค์กรแรงงานและสหภาพแรงงานจากหลายๆภาคส่วน (ซูดานถึงไหนแล้ว: แล้วเราล่ะ?, คมกริต (2566))

                จะเห็นได้ว่าการนัดหยุดงานทั่วไปเป็นเครื่องมือที่ชนชั้นแรงงานใช้ต่อกรกับรัฐและทุน หรือแม้แต่การต่อกรกับเผด็จการ แต่เวลาที่เราพูดถึงการหยุดงานทั่วไปมักจะเป็นคำที่ดูใหญ่ เพราะการที่จะทำการนัดหยุดงานทั่วไปไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้อย่างง่ายดาย แต่จำเป็นจะต้องอาศัยความเป็นเอกภาพในการต่อสู้ที่สูงมาก อาจจะต้องเริ่มจากการรื้อฟื้นขบวนการแรงงาน ซึ่งต้องเน้นการพูดคุยกับคนงานจำนวนมาก และจำเป็นจะต้องสร้างเครือข่ายกับสหภาพแรงงานหรือองค์กรแรงงานต่างๆ (หนังสือมาร์คซิสต์วิเคราะห์ปัญหาสังคมไทย, ใจ อึ๊งภากรณ์ (2565)) ดังนั้น การนัดหยุดงานทั่วไปที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยการจัดตั้งปลุกระดมอย่างเข้มข้น เพื่อให้คนงานมั่นใจและนำตนเองในการต่อสู้ได้ ถ้าคนงานขาดความมั่นใจ การนัดหยุดงานมันก็จะกลายเป็นจุดอ่อนทันที เพราะรัฐและทุนเองก็พยายามหาช่องโหว่เพื่อทำลายความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน ซึ่งการนัดหยุดงานทั่วไปจำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือในการวางแผนตระเตรียมการนัดหยุดงานร่วมกัน เช่น การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม หรือ การมีกองทุนสำหรับการนัดหยุดงานทั่วไป

                อย่างไรก็ตาม หากเรากลับมาพิจารณาบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน พรรคฝั่งประชาธิปไตยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แต่กลับพ่ายแพ้คะแนนเสียงของสว. 250 เสียงที่มาจากการแต่งตั้งจากรัฐธรรมนูญของโจรปล้นอำนาจนามว่า คสช. และยังมีพรรคการเมืองนั่งร้านเผด็จการพยายามที่ขัดขวางทุกวิถีทางที่จะสกัดการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย มวลชนแรงงานทั้งหลายมีเพียงพวกท่านที่จะหยุดความเลวทรามนี้ได้ ในเวลานี้ไม่มีอาวุธใดทรงอานุภาพไปกว่า “การนัดหยุดทั่วไป” อย่าปล่อยให้พวกมันย่ำยีเสียงของเรา มีเพียงแรงงานเท่านั้นที่จะสร้างประชาธิปไตยแท้จริงได้ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อชนชั้นแรงงานตระหนักถึงประโยชน์ทางชนชั้นของตนเป็นอย่างดี และไม่หลงเชื่อคำมดเท็จของพวกนายทุนประชาธิปไตยสองหน้า ที่พยายามแช่แข็งและทำลายการนำตนเองของแรงงาน

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ