ข้ออ้างสกัดการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของนายทุนไม่สมเหตุสมผล

โดย พัชณีย์ คำหนัก

หากจำกันได้ คราวหาเสียงเลือกตั้งของพรรคก้าวไกล นโยบาย 100 วันแรกที่จะทำนโยบายหนึ่งคือ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 450 บาท และเมื่อชนะการเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคก็เดินสายประชุมปรึกษาหารือกับฝ่ายทุนและแรงงานก่อนจะถึงวันเลือกนายกรัฐมนตรี สิ่งที่น่าสนใจคือ การให้เหตุผลของตัวแทนสภาอุตสาหกรรมไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทันทีเพราะจะทำให้ทุนอุตสาหกรรมปรับตัวไม่ทัน และเหตุผลอื่นๆ ท้ายสุดเราก็จะพบว่า นายทุนกลับไม่โทษหรือต่อต้านนายทุนด้วยกันเอง แต่จะแข่งขันกันจนถึงจุดต่ำสุดไม่ว่าจะขูดรีดแรงงานเพียงใดก็ตาม

ข้ออ้างของทุน

                นอกจากข้ออ้างว่า นายทุนอุตสาหกรรมจะไม่สามารถปรับตัวได้หากขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทันที 30% ยังอ้างการปรับขึ้นของต้นทุนทุกด้านทั้งวัตถุดิบ ค่าไฟ และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง ถือเป็นระเบิดเวลาในอนาคต จึงต้องปรับฐานรายได้ให้พอจ่ายหนี้ อีกทั้ง กลุ่มผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย และภาคการผลิต การท่องเที่ยวกำลังฟื้น ยังอ่อนแอ ไม่สามารถปรับตัวกับค่าจ้างที่สูงได้ อาจเกิดปัญหาล้มละลาย ส่วนทุนอุตสาหกรรมซึ่งสภาฯ ดูแลมี 45 กลุ่มเกือบครึ่งหนึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต้องการแรงงานมีทักษะ ยอมจ่ายค่าจ้างเพิ่มได้ที่เรียกว่า Pay by skill อาจถึง 500-600 บาทต่อวัน แต่อีกกว่าครึ่งหนึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น อาหารแปรรูป อาจจะปรับตัวไม่ได้ และส่วนใหญ่เป็นผู้รับจ้างผลิต มีอัตรากำไรน้อย (สรุปคำตอบประธานสภาอุตฯ หลังพบ “พิธา” ทีมศก.ก้าวไกล ประเด็นร้อน ขึ้นค่าแรง 450 บาท ทลายทุนผูกขาด. 28 พ.ค. 66. ในเวิร์คพอยท์ทูเดย์)

                อย่างไรก็ตาม สภาอุตสาหกรรมฯ ก็เห็นด้วยที่พรรคก้าวไกลมีนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ สร้างอุตสาหกรรม BCG, S-curve, Bio ที่จะช่วยยกระดับการแข่งขันกับประเทศอื่นได้ รวมทั้งนโยบายทลายทุนผูกขาด ขจัดการทุจริต เรียกรับเงินใต้โต๊ะของเจ้าหน้าที่รัฐที่ก่อให้เกิดต้นทุนแฝงที่ลงบัญชีไม่ได้ และยังเสนอให้พรรคแก้กฎหมายล้าสมัย ลดกระบวนการจัดตั้งบริษัท ปรับปรุงกฎหมายดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  นั่นคือแนวทางเสรีนิยมใหม่ พึ่งพาทุนต่างชาติ เน้นการส่งออก ตอบสนองต่อผู้มีอำนาจซื้อ และขอการสนับสนุนจากทรัพยากรของรัฐ

ข้อโต้แย้ง

                หากดูมูลค่าตลาดของสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศหรือจีดีพีในช่วงเวลา 10 ปีมานี้ เติบโตเฉลี่ย 1% กว่าเท่านั้น และยังติดกับดักรายได้ปานกลาง บวกกับกับดักหนี้สิน คือ 1 ใน 3 ของคนไทยเป็นหนี้ครัวเรือนเพิ่มเกือบ 2 เท่าใน 10 ปีหรือเพิ่มขึ้น 55% ในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันแตะ 90.6% ของจีดีพีหรือ 16 ล้านล้านบาท (หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีพุ่งเป็นร้อยละ 90.6. ย่อโลกเศรษฐกิจ 30 มิ.ย.66. ข่าว TNN Online) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้เพื่อการศึกษา การประกอบอาชีพมากกว่าหนี้ของนายทุนใหญ่ ฉะนั้น คนที่น่าเป็นห่วงคือคนที่เพิ่งทำงาน เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และมีหนี้อีกมากที่ไม่สร้างรายได้ และยังมีคนจำนวนมากเข้าไม่ถึงสินเชื่อที่จำเป็นเพราะเป็นแรงงานนอกระบบ รับจ้างอิสระ การอ้างหนี้ครัวเรือนที่สูงของนายทุนอุตสาหกรรมจึงไม่เกี่ยวกับการปรับตัวของทุน แต่เป็นประเด็นของคนทำงานมากกว่าเพราะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด

                การที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำมาหลายปี ทั้งประสบปัญหาเงินเฟ้อค่าครองชีพสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงโควิดจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะค่าไฟที่คนโอดครวญกันมากในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งนายทุนอุตสาหกรรมอ้างว่าทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ในขณะที่ค่าจ้างยังคงต่ำ แม้มีการปรับขึ้นล่าสุดแต่ไม่ทันกับเงินเฟ้อที่ไปไกลกว่า นายทุนเหล่านี้ควรหันไปตอบโต้กลุ่มทุนพลังงาน กดดันรัฐให้ลดค่าไฟ ค่าเชื้อเพลิง น้ำมัน ไม่ใช่แช่แข็งค่าจ้างแรงงานและสวัสดิการ ไปจนถึงการตอบโต้การขึ้นราคาวัตถุดิบ ค่าเช่าที่ดิน สถานที่ เครื่องจักรเทคโนโลยี ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ดอกเบี้ยที่รวมกันแล้วสูงกว่าต้นทุนด้านแรงงานเสียอีก ต้นทุนเหล่านี้หลายอย่างมาจากการกำหนดราคาของนายทุนที่มีอิทธิพลในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะพวกต้นน้ำที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมัน เชื้อเพลิงในช่วงโควิด และทำให้เกิดเงินเฟ้อ ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดจึงเป็นแรงงานค่าจ้างต่ำและคนว่างงาน ฉะนั้น การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจึงสมเหตุสมผลที่สุด และค่าแรงเป็นต้นทุนการผลิตเพียง 10% กว่าเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อย และจากการปรับค่าแรงเป็น 300 บาทที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่ามีธุรกิจไหนเจ๊ง จากการปรับขึ้นค่าแรง หากมีก็น้อยมาก ไม่เป็นปรากฏการณ์ (นักวิชาการหนุนค่าแรง 600 บาท ฟังมุมมอง ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์. 9 ธ.ค. 2565. ในกรุงเทพธุรกิจ)

                และหากยังจำกันได้ว่า เมื่อครั้งเกิดโรคระบาดโควิด-19 ที่ทำให้ระบบห่วงโซ่การผลิตถดถอย เกิดปัญหาอุปทาน นายทุนอุตสาหกรรมก็ใช้วิธีการปิดงานชั่วคราว ลดเงินเดือนค่าจ้าง ลดวันทำงาน และเลิกจ้างเป็นจำนวนมาก หรือสั่งให้คนงานหยุดงานโดยไม่มีค่าตอบแทน ต้องเรียกร้องเงินเยียวยาและสวัสดิการจากกองทุนเงินประกันสังคมจากภาครัฐ กล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดความผันผวนอะไร ทุนมักโยนภาระให้แรงงานเสมอ

                ยังมีเรื่องของความเหลื่อมล้ำ คือ มีมหาเศรษฐีนายทุนผูกขาดมั่งคั่งร่ำรวยขึ้น ในขณะที่คนยากจนลง เช่น นายทุนค้าปลีก โทรคมนาคม ทุนพลังงาน  ไฟฟ้า ทุนเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ของรัฐ ที่สภาอุตสาหกรรมควรเรียกร้องให้มีการแข่งขันอย่างเสรี ให้รัฐมีนโยบายลดการผูกขาดของทุนบางกลุ่ม รื้อสัญญาสัมปทานที่ไม่เป็นธรรม เก็บภาษีความมั่งคั่ง ภาษีหุ้น ภาษีบรรษัทขนาดใหญ่ ทว่าก็ยังไม่เห็นการต่อต้านการผูกขาดชัดเจน ทุนอุตสาหกรรมเลือกที่จะทำลายอำนาจการต่อรอง ลดอำนาจซื้อของแรงงานที่เป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะไปต่อรองกับนายทุนอื่น แม้แต่การจัดสรรงบประมาณให้กองทัพเป็นจำนวนแสนๆ ล้าน รัฐบาลสืบทอดอำนาจเผด็จการทหารที่เอื้อให้ทุนบางกลุ่มเติบโต ก็ไม่ออกหน้ามาต่อต้านเหมือนที่ประชาชนคนธรรมดาออกมา เพราะอะไรกัน

                ทุนอุตสาหกรรมเลือกที่จะกดค่าแรงต่อไป แม้ประเทศไทยจะสร้างอุตสาหกรรมทันสมัยที่ใช้เครื่องจักรกึ่งอัตโนมัติและอัตโนมัติมานานกว่า 50 ปี แรงงานไทยก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เช่น อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ที่ใช้แรงงานหญิงด้วยค่าแรงขั้นต่ำ จ้างงานรายวัน เหมาช่วง สวัสดิการน้อย ทำงาน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แทบไม่มีเวลาไปฝึกทักษะพัฒนาตัวเองหรือดูแลครอบครัว มีการละเมิดสิทธิการรวมกลุ่มจัดตั้ง และนี่จึงเป็นการรักษาระบบการแข่งขันของทุนนิยมที่อาศัยการขูดรีดแรงงานและดำรงไว้ซึ่งระบบชนชั้นที่นายทุนมีกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตและมูลค่าส่วนเกินเหนือแรงงานกรรมาชีพ

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ