สัมภาษณ์โดย องค์กรสังคมนิยมแรงงาน สาขาสามย่าน-จุฬา
ในฐานะผู้นำแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ ที่มีบทบาทมานานในขบวนการแรงงานไทย ทำไมถึงตัดสินใจมาร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ และเข้ามาเป็น สส.พรรคก้าวไกล ในปัจจุบัน
เซีย : ตอนที่เราตัดสินใจมาร่วมกับทำงานกับพรรคอนาคตใหม่ ก่อนหน้านั้นเราทำงานอยู่ในขบวนการสหภาพแรงงานก็ถกเถียงกันเกี่ยวกับการมีพรรคการเมืองของแรงงาน พยายามหาวิธีว่าจะทำยังไงถึงจะมีโอกาสที่จะจัดตั้งพรรคการเมืองแต่ว่ามันก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเงื่อนไขกติกาที่เขากำหนดไว้มันทำให้พวกเราทำได้ยากมากใช้เงินเยอะ แล้วมันต้องมีเครือข่าย มีสาขาทั่วปะเทศ
วันหนึ่งมีคนที่เคยร่วมเคลื่อนไหวกับพวกเรามาชวนเรา บอกว่าเขาจะทำพรรคการเมือง แล้วก็อธิบายให้เราฟังว่าอาจจะมีสัดส่วนของแรงงานมาอยู่ในพรรคด้วย
แรงงานเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม จะต้องมีบทบาททางการเมืองด้วย พูดถึงปัญหาของตัวเองเพราะว่าจะให้คนอื่นไปพูดก็คงจะไม่เข้าใจปัญหาของแรงงานได้เท่ากับแรงงาน สุดท้ายเราก็เลยประชุมกันในส่วนของพวกเราที่เป็นแรงงานฝ่ายประชาธิปไตยที่เคยต้านรัฐประหาร ก็ตัดสินใจไปร่วมงานจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่
ตอนตั้งพรรคก็มี สุนทร บุญยอด มาประสาน แต่ที่ลงมาคุยกับพวกเราจริง ๆ คือ พี่ติ่งและพี่ต๋อม (ผู้อำนวยการพรรคและเลขาธิการพรรคปัจจุบัน-ผู้สัมภาษณ์) เขาลงไปคุยกับพวกเราแล้วก็อธิบายบอกรายละเอียดที่จะทำงานต่าง ๆ เขาวางกรอบไว้คร่าวๆ ว่าจะทำแบบนี้ รายละเอียดก็มาสร้างกติการ่วมกัน อะไรเห็นว่าเราจะทำงานร่วมกัน ก็เลยทำให้เราตัดสินใจว่าเมื่อให้โอกาสพวกเราที่จะเป็นส่วนหนึ่งของพรรค แล้วก็มีบทบาท กติกาต่าง ๆ มาร่วมกันทำ

นโยบายด้านสิทธิแรงงานและสวัสดิการของพรรคก้าวไกล ปัจจุบันพอใจแค่ไหน อะไรที่จะต้องเสนอต่อสังคมเพิ่มเติม
เซีย : นโยบายที่พรรคก้าวไกลได้นำเสนอในช่วงการเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งเป็นนโยบายที่มีไว้ตั้งแต่เป็นอนาคตใหม่แล้ว เพราะว่านโยบายเหล่านั้นได้เชิญนักกิจกรรมสหภาพแรงงานมาประชุมกัน ในขบวนการสหภาพแรงงานมีปัญหาอะไรบ้าง ก็เอาปัญหาเหล่านั้นมากำหนดเป็นนโยบาย แล้วก็มีนโยบายอย่างอื่นเพิ่มเติมจากสถานการณ์การของแรงงาน การจ้างแรงงานมันเปลี่ยนไป เช่น นโยบายคนที่ทำงานบนแพลตฟอร์ม ตอนอนาคตใหม่เนี่ยมันยังไม่ค่อยมีเยอะ ตอนนี้มันมีเยอะ ถามว่าพอใจไหม เราก็พอใจอยู่นะ ที่มีนโยบายด้านแรงงานมาชูเป็นนโยบายหาเสียง แล้วแรงงานส่วนหนึ่งก็ตอบรับเวลาเราลงพื้นที่ไปพบปะแรงงานในพื้นที่ต่างๆ เขาก็ทราบว่าปัญหาเรื่องการจ้างเหมาค่าแรง ปัญหาเรื่องการรวมตัว ปัญหาเรื่องค่าจ้างไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย มันเป็นปัญหาสำหรับพวกเขา ถ้าเราสามารถผลักดันและแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ก็คงจะช่วยทำให้พี่น้องแรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระดับหนึ่ง
เราเคยฝันว่าเราจะไปไกลกว่านี้ แต่เราคิดว่าเรื่องการสร้างรัฐสวัสดิการภายในวันหรือเดือนหรือปีเนี่ยมันไม่สามารถทำได้ นโยบายมันเป็นเหมือนขั้นบันไดที่จะพัฒนาไป
นโยบายลดชั่วโมงการทำงาน ที่เสนอให้ทำงาน 40 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากนั้นต้องได้ OT ซึ่งสุดท้ายที่ผ่านมาแรงงานจำนวนไม่น้อย ต้องทำงาน 10-12 ชั่วโมงต่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์ รวมถึงการทำอาชีพเสริมต่างๆ เพราะไม่พอกิน นโยบายนี้มันจะแก้ไขให้แรงงานทำงานชั่วโมงที่น้อยลงอย่างไร
เซีย : เรื่องการลดชั่วโมงทำงานให้เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่ได้นำเสนอนโยบายนี้นโยบายเดียวจบ มันมีนโยบายควบคู่กันไปเพราะว่าการลดชั่วโมงการทำงานในสถานการณ์ปัจจุบัน ปกติคุณทำงานวันละ 14-18 ชั่วโมงหรือคุณทำ 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ คุณต้องทำโอทีทุกวันเลย วันหยุดคุณก็ต้องทำโอที เพราะว่ารายได้มันไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต ฉะนั้นเราลดชั่วโมงการทำงานในขณะเดียวกันเราจะเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ เราเพิ่มเรื่องสวัสดิการที่จะลดภาระของแรงงานที่จะต้องดูแลรับผิดชอบด้วย
ให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน เราจะเห็นว่าทุกวันนี้ลูกจ้างที่ทำงานเป็นรายวัน เขาทำงานสัปดาห์ละ 6 วันเพราะวันอาทิตย์วันหยุด เขาก็ไม่ได้ค่าจ้าง นั่นหมายความว่าเขาต้องกินต้องใช้เหมือนกับวันปกติแต่ว่าเขาไม่ได้ค่าจ้าง เรื่องการปรับให้ลูกจ้างรายวันเป็นรายเดือนจะช่วยให้เขาการันตีว่าเดือนหนึ่งคุณได้ค่าจ้างจำนวนเท่านี้แน่ๆ ส่วนที่ 2 ก็คือค่าจ้างขั้นต่ำปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้รายได้ก็สูงขึ้น ส่วนที่ 3 ก็คือเราเสนอนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิการต่างๆ ที่จะช่วยเหลือลูก เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก เพิ่มบำนาญผู้สูงอายุเพราะทุกวันเนี่ยเราต้องทำงานต้องส่งเงินให้พ่อแม่

เครื่องมือสำคัญในการปกป้องสิทธิต่างๆ ของแรงงาน คือ การรวมตัวเจรจาต่อรอง การนัดหยุดงาน ที่ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยอุปสรรค เสี่ยงถูกเลิกจ้าง และถ้ามีการฟ้องร้องกันก็ใช้เวลานาน เครือข่ายแรงงานมีข้อเสนอในเรื่องนี้อย่างไร การลงสัตยาบัน อนุสัญญา ILO 87 98 เพียงพอหรือไม่
เซีย : ตอนนี้ที่พรรคกำลังทำก็คือผลักดัน พรบ.สหภาพแรงงาน ซึ่งจะไปสอดคล้องกับอนุสัญญา ILO 87 98 ว่าด้วยเรื่องการรวมตัวของลูกจ้าง การเจรจาต่อรอง รวมถึงการคุ้มครองผลที่จัดตั้งสหภาพแรงงาน เพราะว่าในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างที่พวกเราทราบ คนที่จะมาจัดตั้งสหภาพหรือคนที่เป็นแกนนำในการเคลื่อนไหว เมื่อถูกนายจ้างเลิกจ้าง ก็ไปเข้าสู่กระบวนการยุติกรรมของรัฐ ก็เหมือนถูกซ้ำเติม กรณีลูกจ้างบริษัทบิลเลียนปิดกิจการ 1,388 คน พอไปที่กระทรวงแรงงาน กระทรวงแรงงานปิดประตูไม่ให้ลูกจ้างเข้า ไม่ให้เข้าไปร้องเรียนปัญหาที่กระทรวง เหมือนกับซ้ำเติมลูกจ้างที่ประสบปัญหาจากการที่รัฐไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ สิ่งเหล่านี้เราคิดว่ามันจะต้องหมดไปในสังคมในอนาคต เพียงแต่ว่าเราจะใช้ระยะเวลากี่วันกี่เดือนเนี่ยเราก็อยู่ที่บริบทของสังคมด้วย อยู่ที่ขบวนการแรงงานด้วย อยู่ที่การเมือง ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าจะทำให้แรงงานลืมตาอ้าปากได้หรือไม่ มีสิทธิ์รวมตัวกันได้มากน้อยขนาดไหน
การรวมการทำงาน(ฝึกงาน) เข้ากับการศึกษาที่เรียกว่า สหกิจศึกษา เป็นนโยบายที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคนจนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเร็ว ทำให้หลายกรณีต้องจบชีวิตการศึกษาตั้งแต่อายุยังน้อย ถ้าทำให้การทำงานเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาได้ แต่จะมีรูปธรรมอย่างไร เพื่อให้มันเป็นระบบที่เปิดกว้างสำหรับคนทำงานทุกคน
เซีย : ถ้ามองภาพกว้าง ก็คือว่าเราพยายามพูดถึงเรื่องรัฐสวัสดิการซึ่งมันจะดูแลครอบครัวปัญหาของพี่น้องแรงงานแล้วก็พี่น้องประชาชนทุกท่าน เพียงแต่ว่าขณะนี้ โครงสร้างของประเทศมันเป็นอย่างนี้เพราะฉะนั้นเราจะดำเนินการแบบให้มันก้าวกระโดดมันยังไม่สามารถทำได้ เหมือนที่ผมพยายามยกตัวอย่างการพัฒนาการของขบวนการภาคประชาชนที่ผ่านมา เรื่องนักศึกษาฝึกงานเราก็มีนโยบายของเราที่จะให้พวกเขามีโอกาสได้รับค่าจ้างเช่นเดียวกันกับคนทำงาน
ส่วนเรื่องภาระของคนที่ต้องออกจากโรงเรียนไปทำงานเพื่อส่งให้น้องเรียน เรื่องนี้เราเจอมามากเพราะว่าเราไม่มีโอกาสได้เรียน เรื่องให้คนมีสิทธิ์เข้าถึงการศึกษาทางโน้นก็เป็นนโยบายของพรรคก้าวไกล เรื่องการเรียนฟรี เรื่องนักศึกษาฝึกงานได้รับค่าจ้างก็เป็นนโยบายของก้าวไกล เราพยายามบอกว่าเราทำงานบางทีมันมีเงื่อนไขที่มันไม่ตรงกับที่เราเรียนหนังสือ เราจะต้องดูในอนาคตเกี่ยวกับการจัดระบบการศึกษาให้มันสอดคล้องกับการพัฒนาของสังคม การพัฒนาของประเทศ
ในอดีตการเพิ่มคุณภาพชีวิตแรงงาน ล้วนเกิดขึ้นจากการต่อสู้ของขบวนการ เช่น การเพิ่มค่าจ้างสองครั้ง ปี 2517 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา จากวันละ 12 บาท เป็นวันละ 25 บาท เท่าตัว ก็เกิดขึ้นท่ามกลางการนัดหยุดงาน ในยุคใกล้ กฎหมายประกันสังคม ก็เกิดขึ้นจากต่อสู้ของขบวนการแรงงานร่วมมือกับขบวนการนักศึกษา เครือข่ายแรงงาน จะเชื่อมโยงการต่อสู้ในกรอบรัฐสภา กับขบวนการแรงงานนอกสภาอย่างไร ที่นอกเหนือจากงานสังคมสงเคราะห์
เซีย : สิ่งหนึ่งที่พรรคก้าวไกลพยายามทำตอนนี้ก็คือลงไปรับฟังปัญหาของพี่น้องแรงงาน แล้วก็นำปัญหาเหล่านั้นมาสู่ภาคปฏิบัติใทางการเมือง ผลักดันแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมของพวกเขา ที่ผ่านมาในกระบวนการการต่อสู้เรียกร้องของคนงานก็มีโอกาสได้ร่วมหลายๆ กิจกรรม เรื่องประกันสังคมผมก็มีโอกาสได้ร่วมในช่วงที่ผมเข้ามาทำงานในขบวนการสหาพแรงงาน เราจะเห็นภาพขบวนการภาคประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะผลักดันให้สิ่งต่างๆ มันพัฒนาไป ในขณะเดียวกันภาคการเมืองก็สำคัญเช่นกัน เพราะว่าจะออกกฎหมายอะไรก็ต้องเข้าสู่ระบบทางการเมือง ผู้แทนก็มีหน้าที่ที่จะต้องผลักดันให้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนเกิดขึ้นให้ได้ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันควบคู่กันไป ทั้งภาคประชาชนและพรรคการเมืองก็ต้องรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
พรรคก้าวไกลไม่สามารถที่จะผลักดัน พ.ร.บ. สหภาพแรงงานได้ถ้าไม่มีพี่น้องขบวนการแรงงานมาสนับสนุนเรา เพราะฉะนั้นเราก็หวังว่าพี่น้องสหภาพแรงงานจะสนับสนุนเราในการผลักดัน พ.ร.บ.สหภาพแรงงาน สนับสนุนในการผลักดันในเรื่องจ้างขั้นต่ำ สนับสนุนเกี่ยวกับเรื่องการรับรองอนุสัญญา ILO 98 87 สนับสนุนเรื่องการลดชั่วโมงทำงานให้เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สิ่งเหล่านี้เราไปรับฟังปัญหาจากพี่น้องแล้วมากำหนดนโยบาย เราพยายามสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมจากพี่น้องแรงงาน ในการกำหนดนโยบายและแนวทางในการผลักดัน


