โดย ศุภวัฒน์ ตังอนุสรณ์สุข
กล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ของมนุษย์ถูกทุนนิยมทำลาย กระแสของทุนขัดขวางสายสัมพันธ์ของชุมชนไม่ให้ยืนยาว ในชนบทหรือเมืองต่างจังหวัด คนหนุ่มสาวต้องออกมาทำงานในเมืองหลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของทุน เพื่อที่จะหางานที่ได้ค่าจ้างสูง แต่การเข้ามาอยู่เมืองใหญ่นั้นไม่ได้หมายความว่าต้องรู้สึกแปลกแยกเสมอไป ตัวอย่างเช่น คนที่มีความหลากหลายทางเพศหลายคนสามารถหาสังคมที่เขาถูกยอมรับและต้องการได้เป็นครั้งแรก แต่การเข้าออกของประชากรมหาศาลในเมืองใหญ่ต่างหาก ที่ทำให้รู้สึกแปลกแยก ทั้งคนที่เข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่ และ คนที่ออกไป, ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ถูกบีบบังคับให้หาที่อยู่ใหม่ จากค่าครองชีพและค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้น จำเป็นต้องกระจัดกระจายกับกลุ่มสังคมเดิมและออกไปในเมืองที่ค่าครองชีพถูกกว่า แน่นอนว่าคนเหล่านั้นอาจได้เจอกับคนใหม่ๆ ในชุมชนใหม่ๆ แต่สายสัมพันธ์ที่สานกันมาเป็นขวบปี — ไม่มีทางที่ความสัมพันธ์เหล่านั้นจะถูกแทนที่ได้
ในระบบทุนนิยม, ผู้คนมักไม่มีเวลาไปเจอเพื่อนหรือครอบครัว — นับประสาอะไรกับการสร้างสายสัมพันธ์ใหม่และถนอมเลี้ยงดูความสัมพันธ์เหล่านั้น. เป็นเรื่องที่ยุ่งยากที่จะจัดการเวลาเพื่อเจอผู้คน ในขณะที่คุณ ทำงานหลายงานพร้อมกัน (หรือเปลี่ยนกะทำงานกระทันหันตลอดเวลา) ใช้เวลาไปกันการเดินทาง, ดูแลครอบครัว ทำกิจวัตรประจำวันอย่าง ทำอาหาร เดินตลาด ซักผ้า หรือบางครั้งก็ต้องทำสามอย่างนี้ในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่ผู้คนจัดวางลำดับความสำคัญของการเข้าสังคมไว้, ประกอบกับพื้นที่สาธารณะเพื่อเอาไว้พบประสังสรรค์ ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือราคาถูกนั้นหาได้ยาก ปัจจัยเหล่านี้บ่งบอกได้ว่า การเข้าสังคมถูกสงวนไว้ให้สำหรับคนที่ ‘จ่ายไหว’ คนที่มีเงินมากพอสามารถออกไปใช้ชีวิตพบปะสังคมและสังสรรค์กับหมู่เพื่อน โดยยังคงรักษาความรับผิดชอบในชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงานได้
อย่างไรก็ดี ความเหงาไม่เลือกคนจากกระเป๋าตัง ความเหงานั้นฝังอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ ที่เป็นสัตว์สังคม เป็นสัญชาญาณที่เรียกร้องดึงดูดให้มนุษย์รวมกลุ่มกัน มีสถิติออกมาว่ากว่า 45% ของผู้ใหญ่ในอังกฤษ ‘รู้สึกเหงาเป็นบางครั้งคราว’ และกว่า 22% ของคนในยุคมิลลิเนี่ยล ‘ไม่มีเพื่อน’ แต่ไม่อาจปฎิเสธได้ว่าคนที่มีรายได้นั้นมีทางเลือกและสามารถจัดการต่อความเหงาได้ดีกว่า ดังคำพูด “เงินมันซื้อความสุขไม่ได้หรอก แต่การร้องไห้ในรถสปอร์ตมันดีกว่านอนร้องไห้ข้างถนนเป็นไหนๆ” การบริโภคได้เติมเต็มช่องว่างของสังคม แต่ห่างไกลจากการรักษาความโดดเดี่ยวในสังคม การบริโภคนั้นทวีความรุนแรงต่อการเปรียบเทียบปัจเจกด้วยกันถึงรสนิยมและสถานะทางสังคม แต่กระนั้น ความเหงาก็ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องกลุ่มเพื่อนแยกย้ายหรือไม่มีเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อน การแปลกแยกต่อการทำงานก็มีส่วนทำให้เกิดความเหงา
ในปี 2018 ลูกจ้างกว่า 47% นั้นพิจารณาที่จะหางานใหม่ในปีหน้า ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่เห็นหนทางที่จะก้าวหน้าในตำแหน่งของตน อีกทั้งไม่รู้สึกสนุกกับงาน และเหมือนไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย หรือกล่าวคือ แรงงานนั้นรู้สึกแปลกแยกต่องานที่ตนเองทำ คาร์ล มาร์กซ์ เคยกล่าวว่า “แรงงานนั้นควรเติมเต็มประสบการณ์ให้แก่ชีวิต, สังคมควรอนุญาตให้ปัจเจกได้แสดงออกอย่างเสรี ทั้งทางกายภาพและทางปัญญา แรงงานควรที่จะสามารถรู้สึกเกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์ที่ตนสร้าง และรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีความหมายสำหรับเขาทั้งแก่นแท้และจิตวิญญาณ แต่แรงงานในระบบทุนนิยมนั้นประสบกับความแปลกแยกอันมาจากความห่างเหินของปัจเจกและปัจเจกด้วยกัน” ดังนั้น “การทำงานจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในภายนอกตัวของแรงงาน การทำงานไม่ใช่แก่นแท้ของตัวแรงงาน ฉะนั้น แรงงานจึงเป็นปฎิเสธต่อตัวเอง ไม่อาจรู้สึกพึงพอใจ ไร้ซึ่งความสุข และบ่อนทำลายจิตใจของเขา”
กล่าวคือ การที่แรงงานนั้นไม่มีอำนาจที่จะจัดการต่องานที่ตนทำ รวมทั้งความสัมพันธ์ที่อยู่รอบข้างตัวเอง ความสัมพันธ์ของแรงงานก่อร้างสร้างตัวขึ้นโดยอิงจากฐานเศรษฐกิจที่แรงงานอยู่ ในสังคมทุนนิยมความเหงากลายเป็นประเด็นสำคัญที่คุกคามผู้คนในปัจจุบัน ปัญหาทางสุขภาพจิตเกิดขึ้นในดวงวิญญาณของผู้คน ทุนนิยมจึงต้องสร้างลัทธิบริโภคนิยมขึ้นมา ทว่า ไม่ได้ทำให้มนุษย์มีความสุข โดยมนุษย์ในทุนนิยมนั้นต้องมีชีวิตอยู่อย่างไร้ความร่าเริง และการทำงานเต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะการทำงานหนักเป็นเรื่องจำเป็นหากต้องการมีชีวิตรอด เราจึงจำเป็นต้องกำจัดความแปลกแยกนี้ให้หมดไป โดยการทำลายทุนนิยม หากเราต้องการสังคมที่วางความสัมพันธ์ของมนุษย์ และชุมชนเป็นสำคัญ
จงทำลายทุนนิยม! กงล้อของกาลเวลาไม่อาจบดขยี้โลกเก่าได้ถ้าไม่มีชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้หมุนมัน

