โดย สมทรง ตรีแก้ว
สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเป้าหมายของชนชั้นนำไทย คือต้องการแช่แข็งประเทศไทยเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเอง คนส่วนใหญ่โกรธแค้นที่ชนชั้นนำไม่ยอมให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งๆที่ชนะการเลือกตั้งตามกติกาของชนชั้นปกครอง ความโกรธแค้นที่เกิดขึ้นทำให้คนส่วนใหญ่คาดหวังว่าจะมีปฎิกิริยาลูกโซ่จากผู้สนับสนุนและพรรคก้าวไกลโต้กลับชนชั้นนำอย่างดุเดือด แต่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นคือ แม้ฝ่ายประชาธิปไตยเริ่มก่อตัวต่อต้าน มีการนัดชุมนุมกดดันชนชั้นนำตามพื้นที่ต่างๆ และมีการเคลื่อนไหวในสื่อโซเชี่ยลมากมายสารพัดเเพลทฟอร์มออนไลน์ แต่ชนชั้นนำไทยก็ยังเพิกเฉย และยังร้องป่าวประกาศว่าเพราะ พรรคก้าวไกล อยากแก้ ม.112 ซึ่งเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำไทยยอมไม่ได้
ในมุมมองของนักมาร์กซิสต์ มองว่าการต่อต้านที่เกิดขึ้น มีลักษณะเป็นปัจเจก ต่างคนต่างเคลื่อนไหว และแม้จะมีการเคลื่อนไหวในนามกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็ยังไม่สามารถขยายหรือสร้างแนวร่วมได้ การต่อสู้เป็นการเคลื่อนไหวแยกประเด็นโดยไม่ได้มององค์รวม และที่สำคัญคือนักเคลื่อนไหวยังขยายแนวร่วมไปสู่ชนชั้นกรรมาชีพน้อยเกินไป ซึ่งชนชั้นกรรมาชีพเป็นหัวใจหลักในระบบการผลิตทุนนิยม และหากการเคลื่อนไหวได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกรรมาชีพ ชนชั้นนำไทยอาจจะลังเลหรือถึงขั้นไม่กล้าทำอะไรที่ฝ่าฝืนมติของประชาชน
ชนชั้นนำมีประสบการณ์ในการต่อสู้และปราบปรามกับฝ่ายประชาชนมาอย่างยาวนาน พวกเขามีบุคลากร และเครื่องมืออย่างเต็มที่ และบัดนี้พวกเขาประเมินสถานการณ์ของฝ่ายประชาชนจนมั่นใจว่าขบวนการประชาชนไม่มีพลังเพียงพอในการต่อต้านเมื่อขบวนการประชาชนยังกระจัดกระจาย และไม่มีความเป็นเอกภาพ ทำให้ชนชั้นนำสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการซึ่งรวมถึงการไม่ยอมให้ พรรคก้าวไกลเป็นหัวหน้ารัฐบาลชุดใหม่ และเมื่อการเคลื่อนไหวฝ่ายประชาชนไม่มีความเป็นเอกภาพ มีลักษณะปัจเจก เมื่อออกมาชุมนุมต่อต้านชนชั้นนำ พวกเขาปล่อยให้พวกเราชุมนุมได้แต่เมื่อหลังการชุมนุมเสร็จสิ้นลงในแต่ละครั้ง ชนชั้นนำโต้กลับอย่างรุนแรงโดยการใช้กฎหมายปิดปากพวกเราโดยแจ้งดำเนินคดีในข้อหาต่างๆนานา ซึ่งสร้างความยุ่งยากในการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก
ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยอยากชนะ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องทบทวน แนวคิด “ใครทำอะไรได้ก็ทำไป” ในฐานะนักมาร์กซิสต์ แนวคิดนี้มันสะท้อนถึงการต่อสู้ที่สะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง และหวังว่าจะมีอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วย (ซึ่งในโลกนี้ไม่มีอยู่จริง) การเคลื่อนไหวเเบบปัจเจก และไร้ทิศทางไม่สามารถนำไปสู่ชัยชนะอย่างถาวรได้ นักเคลื่อนไหวจึงต้องรวมตัวกันและขยายแนวร่วมให้ได้มากที่สุด วิธีการคือ ต้องทำงานจัดตั้งทางความคิด และต้องติดอาวุธทางความคิดเพื่อขยายแนวร่วมผ่านกลุ่มศึกษา การจัดตั้งมีความสำคัญเนื่องจากเป็นการสร้างเอกภาพทางความคิดและทำให้เกิดพลังในการต่อสู้ หลายคนกลัวคำว่า จัดตั้งทางความคิด เพราะมองว่าเป็นการครอบงำทางความคิด และนำไปสู่ความเป็นเผด็จการ แต่คำว่าจัดตั้งในความหมายของนักมาร์กซิสต์ ไม่ใช่การครอบงำทางความคิด แต่เป็นการชี้นำแนวทางลัทธิมาร์กซ์ ซึ่งเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับชนชั้นปกครอง
การจัดตั้งทางความคิดคืออะไร? ผู้เขียน ขอคัดลอกคำนิยามจากเอกสารโรเนียวของนักปฎิวัติรุ่นก่อนมาให้ผู้อ่านได้อ่านกัน โดยเอกสารชิ้นนี้ ให้คำนิยามว่าเป็น “การจัดให้ความคิดของมนุษย์ที่ยุ่งเหยิง สับสน ไม่เป็นระบบ ให้เป็นความคิดที่เป็นระบบระเบียบ ไม่ยุ่งเหยิงสับสนอีกต่อไป ความคิดเมื่อได้รับการจัดตั้งแล้วจะเป็นความคิดที่มีพลัง เป็นเอกภาพ มีระบบ ความคิดที่เป็นระบบเป็นความคิดที่ถูกต้อง คือความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ หรือเป็นความคิดแบบวิภาษวิธี”
ในฐานะที่องค์กรสังคมนิยมแรงงานเป็นองค์กรมาร์กซิสต์ เนื้อหาของการจัดตั้งทางความคิดต้องศึกษาและติดอาวุธทางความคิดลัทธิมาร์กซ เพื่อที่จะได้เข้าใจระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ศึกษาประวัติศาสตร์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การต่อสู้ ทั้งหมดเหล่านี้คือเงื่อนไขที่จำเป็นในการเอาชนะชนชั้นปกครอง พวกเราต้องระลึกอยู่เสมอว่าสังคมที่ดีไม่ได้มาจากชนชั้นปกครองให้มา มันมาจากการต่อสู้ของชนชั้นล่าง และหากไม่เริ่มต้นทำงานจัดตั้งกันตั้งแต่วันนี้ พวกเราก็ต้องอยู่อย่างไร้อนาคต มองไม่เห็นทางเลือกออกจากปัญหา ทางเลือกจึงมีอยู่ 2 ทางเท่านั้น “สังคมนิยมหรือความป่าเถื่อน” ดังที่โรซ่า ลักซัมเบิร์ก นักลัทธิมาร์กชาวเยอรมันเคยพูดไว้


