โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
เพื่อเป็นการแก้ตัวกับพฤติกรรมฉวยโอกาสทางการเมือง ภูมิธรรม เวชยชัย เสนอว่าพรรคเพื่อไทย “ต้องสลายขั้วเพื่อข้ามพ้นวิกฤต” แต่วิกฤตการเมืองไทยไม่ได้จำกัดอยู่ที่พวกเขาที่อยู่ในรัฐสภาเท่านั้น ความเกลียดชังเผด็จการและการปล้นอำนาจจากประชาชนมันฝังอยู่ในใจประชาชนธรรมดาไม่น้อย โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่
พรรคปฏิวัติสังคมนิยมควรเป็น “ความทรงจำของชนชั้นกรรมาชีพ” เพื่อเข้าใจปัญหาปัจจุบัน ดังนั้น ถ้าเราจะเข้าใจเรื่องการแบ่งขั้วและความขัดแย้ง เราต้องย้อนกลับไปดูที่มาของความขัดแย้ง ซึ่งระเบิดขึ้นก่อนและหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา ปี ๒๕๔๙
แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา ที่ล้มรัฐบาลไทยรักไทยของทักษิณ ประกอบไปด้วย ทหาร ข้าราชการชั้นสูง องคมนตรี นักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ พวกเจ้าพ่อทางการเมือง และพวกนายทุนใหญ่อย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล และนายธนาคารต่างๆ คนชั้นสูงที่มักจะคล้อยตามทหารมาตลอด ก็ไม่ได้คัดค้านด้วย นอกจากนี้ พวกเอ็นจีโอที่อ่อนหัดทางการเมืองเพราะจงใจปฏิเสธทฤษฎี และโกรธรัฐบาลไทยรักไทยเนื่องจากรัฐบาลแก้ปัญหาบางอย่างให้ประชาชนดีกว่าเอ็นจีโอ ก็สนับสนุนรัฐประหาร
สิ่งที่แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยมนี้ไม่พอใจคือ การขึ้นมาเป็นรัฐบาลของไทยรักไทยได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการเมือง โดยที่ไทยรักไทยทำสัญญาทางสังคมกับประชาชนว่าจะมีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเป็นรูปธรรม เช่นนโยบาย “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” นโยบาย “กองทุนหมู่บ้าน” และนโยบายที่พักหนี้เกษตรกร ซึ่งรัฐบาลไทยรักไทยนำมาทำจริงๆ หลังจากที่ชนะการเลือกตั้ง เป้าหมายของไทยรักไทยคือการพัฒนาเศรษฐกิจกับสังคมไทยให้ทันสมัย เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยเฉพาะหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ และรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลแรกที่มองว่าคนจนควรจะเป็น “ผู้ร่วมพัฒนา” โดยไม่มองว่าคนจนเป็น “ภาระ” หรือเป็น “คนโง่” สรุปแล้ว ไทยรักไทย สามารถทำแนวร่วมประชาธิปไตยกับประชาชนส่วนใหญ่ และครองใจประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน อย่างไรก็ตาม พรรคไทยรักไทย ไม่ใช่พรรคสังคมนิยม เพราะเป็นพรรคของนายทุนใหญ่ และเป็นพรรคที่มองว่าทุนนิยมไทยจะได้ประโยชน์จากการดึงประชาชนส่วนใหญ่เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นทางเศรษฐกิจ
แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยม เคยชินมานานกับการมีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ผ่านเครือข่าย “ผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ” เช่นทหาร องคมนตรี เจ้าพ่อ และนายทุนใหญ่ หรือผ่านระบบการเลือกตั้งที่ใช้เงินซื้อเสียงอย่างเดียว โดยไม่มีการเสนอนโยบายอะไรเป็นรูปธรรม และไม่มีการให้ความสนใจกับคนจนแต่อย่างใด พวกนี้ไม่พอใจที่ทักษิณและไทยรักไทยมีอำนาจทางการเมืองผ่านสัญญาทางสังคมกับประชาชนส่วนใหญ่
วัฒนธรรมดั้งเดิมของชนชั้นปกครองไทย คือ “วัฒนธรรมคอกหมู” ที่มีการร่วมกันหรือผลัดกันกินผลประโยชน์ พวกนี้เคยชินกับรัฐบาลพรรคผสมที่อ่อนแอและมีการผลัดเปลี่ยนรัฐมนตรีเพื่อผลัดกันกิน พวกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เช่นทหาร หรือโจรเจ้าพ่อ ก็เคยชินกับการใช้อิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญในการร่วมกินด้วย เพราะรัฐบาลอ่อนแอ
ความไม่พอใจของแนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยม ที่ก่อตัวขึ้นมาเพื่อทำลายรัฐบาลไทยรักไทย ไม่สามารถคัดค้านไทยรักไทยด้วยวิธีประชาธิปไตยได้ เพราะถ้าจะทำอย่างนั้นสำเร็จ พวกนี้จะต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาที่เสนอประโยชน์กับคนจนมากกว่าที่ไทยรักไทยเคยเสนออีก ดังนั้น เขาจึงหันมาเกลียดชังอำนาจการลงคะแนนเสียงของพลเมืองส่วนใหญ่ และตัดสินใจว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่จะจัดการกับรัฐบาลไทยรักไทย คือต้องทำรัฐประหาร และมีการพยายามโกหกว่า “ประชาชนที่เลือกรัฐบาลในการเลือกตั้งเป็นคนโง่ที่ขาดการศึกษา” ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ใช้ร่วมกับสื่อ นักวิชาการและเอ็นจีโอ ในกรณีเอ็นจีโอมีการโกหกว่า “คนจนเข้าไม่ถึงข้อมูล”
เราไม่ควรมองว่าประชาชนรากหญ้าที่เลือก ไทยรักไทย เป็นแค่ผู้รับประโยชน์จากรัฐบาล แต่เราต้องเข้าใจว่าประชาชนเริ่มเคยชินและเข้าใจมากขึ้นว่าเขามีพลังในตัวเขาเองด้วยในการเลือกรัฐบาล ซึ่งความเข้าใจอันนี้นำไปสู่การสร้างขบวนการเสื้อแดง
ในช่วงนั้นทักษิณสามารถดึงคนอย่าง ภูมิธรรมและอดีตสหายพรรคคอมมิวนิสต์คนอื่นหลายคน เข้ามาทำงานให้ไทยรักไทย เพื่อช่วยออกแบบนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนจน โดยที่ภูมิธรรมจะมองว่าการต่อสู้ของ พคท. ในอดีตไม่มีประโยชน์ และอวดว่าพวกเขา “ยึดอำนาจรัฐได้แล้ว โดยไม่ต้องกินเผือกกินมัน” อย่างที่นักสู้ในป่าเคยต้องทำ
แนวของ พคท. มีปัญหาจริง เพราะสู้ในชนบทและหันหลังให้เมืองและชนชั้นกรรมาชีพ ตามแนวเผด็จการสตาลิน-เหมา แต่ในที่สุดแนวทางการเมืองของคนอย่างภูมิธรรมก็ไม่ได้นำไปสู่การปลดแอกประชาชน มันดูเหมือนจบลงตอนนี้กับการ “เลียรัฐเผด็จการของทหาร โดยไม่ต้องกินเผือกกินมัน” แทน
พวกอดีต พคท.ที่เข้าไปทำงานกับไทยรักไทย และพวกอดีต พคท.ในองค์กรเอ็นจีโอ เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกันคือ ทั้งสองกลุ่มปฏิเสธแนวเดิมของ พคท. แต่ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน คนอย่างภูมิธรรมไปจับมือกับนายทุนใหญ่ในพรรคนายทุนเพื่อหวังมีอิทธิพลทางการเมือง ในขณะที่กลุ่มเอ็นจีโอหันหลังกับการท้าทายอำนาจรัฐ ปฏิเสธพรรคการเมืองและทฤษฎี และแปรตัวไปเป็นนักกิจกรรมที่รับทุนมาทำงานกับประชาชน คนอย่างภูมิธรรมจะอ้างว่าเป็นผู้แทนของประชาชนที่ยึดอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้ง ในขณะที่เอ็นจีโออ้างว่าตัวเองเป็น “ภาคประชาชน” ที่ไม่ใช่รัฐ แต่แนวทางของทั้งสองกลุ่มนำไปสู่ทางตัน
เราต้องไม่ลืมว่ารัฐบาล ไทยรักไทย และนายกทักษิณไม่ได้เป็นเทวดา รัฐบาลนี้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในสงครามปราบยาเสพติด ที่คาดว่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นศาล ถูกเจ้าหน้าที่รัฐฆ่าตายเกือบสามพันคน นอกจากนี้การฆ่าประชาชนมือเปล่าที่ตากใบและกรือแซะ ในปาตานี เป็นการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนเช่นกัน
การฉวยโอกาสของพรรคการเมืองของทักษิณก็ไม่ได้เริ่มวันนี้ ในอดีตในปี ๒๕๕๐ มีการเชิญสมัคร สุนทรเวช นักการเมืองขวาจัดปฏิกิริยาที่มีบทบาทในเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ๒๕๑๙ เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (หลังเปลี่ยนชื่อจากไทยรักไทย และก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นพรรคเพื่อไทย) และสมัครก็ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในปีต่อไป นอกจากนี้มีการพยายามดึงคนในราชวงศ์มาเล่นการเมืองอีกด้วย
นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดของไทยรักไทย ซึ่งใช้คู่ขนานกับนโยบายที่ใช้งบประมาณรัฐ เช่นการเซ็นสัญญาค้าเสรีที่เพิ่มราคายาสำหรับประชาชน เป็นการทำลายประโยชน์ของระบบสามสิบบาทรักษาทุกโรค และเพิ่มภาระให้รัฐเพื่อผลประโยชน์บริษัทยาข้ามชาติ และการขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชน ก็เป็นนโยบายที่ขัดกับประโยชน์คนจนอีกด้วย เพราะเปลี่ยนรัฐวิสาหกิจไปเป็นบริษัทเอกชนที่สนใจแต่กำไรแทนการบริการและพัฒนาสังคม
หลังรัฐประหาร ๒๕๔๙ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ เป็นต้นไป ขบวนการเสื้อแดงได้ก่อตัวเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และที่สำคัญคือประกอบไปด้วยประชาชนรากหญ้าที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และส่วนใหญ่มีการนำตนเองผ่านการตั้งกลุ่มในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ และมีการเรี่ยไรเงินด้วยวิธีต่างๆ จากคนในพื้นที่ และที่น่าสนใจคือ มวลชนคนเสื้อแดงประกอบไปด้วยผู้หญิงจำนวนมาก
แน่นอนคนส่วนใหญ่ที่เป็นเสื้อแดงเป็นผู้ที่ชื่นชมนายกทักษิณ แต่ส่วนใหญ่มันไม่ใช่การชื่นชมแบบหลงใหลหรือแบบผู้ได้รับอุปถัมภ์ เขาชื่นชมทักษิณและไทยรักไทย เพราะรัฐบาลไทยรักไทย เคยให้ประโยชน์หลายอย่างกับประชาชนที่จับต้องได้ และการที่ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนที่เป็นประโยชน์กับตน เป็นหลักการประชาธิปไตยเบื้องต้น ไม่ใช่ “ระบบอุปถัมภ์” อย่างที่สื่อกระแสหลักหรือสลิ่มชอบโกหก
การที่คนเสื้อแดงจำนวนมากชื่นชมทักษิณ ไม่ได้แปลว่าทักษิณชักใยหรือควบคุมขบวนการเสื้อแดง ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นหัวหน้า ทั้งๆ ที่เสื้อแดงอาจได้เงินทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากทักษิณ ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่นักวิชาการและนักข่าวที่คิดแบบกลไกไม่สามารถเข้าใจได้ ทักษิณมีความสัมพันธ์กับคนเสื้อแดงในเชิงวิภาษวิธี คือทักษิณมีความสำคัญ แต่ทักษิณไม่ได้คุมขบวนการอย่างเบ็ดเสร็จ และมันมีความไม่พอใจขัดแย้งอื่นกับเผด็จการทหารในระดับล่างอีกด้วย
เราต้องเข้าใจภาพรวม การเปิดศึกกับเผด็จการทหารของเสื้อแดงเป็น “สงครามคู่ขนาน” คือมีความขัดแย้งของพวกนักการเมืองข้างบน และมีความไม่พอใจของประชาชนรากหญ้าธรรมดาที่นักการเมืองเคยดูถูกและถูกมองข้ามมานาน ซึ่งผสมกับความมั่นใจมากขึ้นในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนรากหญ้า
ภูมิธรรมและเพื่อไทยให้ความสนใจกับความขัดแย้งแรก แต่ไม่สนใจความไม่พอใจของประชาชนรากหญ้า หรือเขาหวังว่าตนจะสามารถนำประชาชนส่วนใหญ่ให้ไปก้มหัวกับอำนาจเผด็จการได้ พรรคเพื่อไทยกำลังพยายามเปิดทางเพื่อหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุค “วัฒนธรรมคอกหมู” ในระบบการเมือง และทำหน้าที่เป็น “พรรคนายหน้าของเผด็จการ” มันเป็นการสยบยอมภายใต้อำนาจเผด็จการที่ทหารใช้เวลา ๑๗ ปีในการสร้าง โดยต้องผ่านการเลือกตั้งและรัฐประหารรอบต่างๆ และการทำข้อตกลงกับทักษิณในที่สุด ทักษิณเองก็คงพึงพอใจในการกลับไทยและการได้ทรัพย์สมบัติคืน
พวกเขาจะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับนักเคลื่อนไหว มันไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ประชาชนที่ต้องการเห็นประชาธิปไตยอาจเริ่มท้อ หรืออาจโกรธแค้นมากขึ้นก็ได้ เรานักสังคมนิยมมีหน้าที่ในการชักชวนให้เขามองว่าในรูปธรรมการต่อสู้กับเผด็จการยังเป็นไปได้
สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องชัดเจนคือ ส.ส. และสมาชิกของพรรคก้าวไกลอาจไม่พอใจที่โดน ส.ว. และเพื่อไทยกีดกัน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเขาจะนำการต่อสู้ของมวลชนนอกรัฐสภาแต่อย่างใด ถ้าเขามีกิจกรรมนอกรัฐสภาบ้าง เราก็ต้องสนับสนุนในฐานะแนวร่วม แต่เราไม่ควรไปตั้งความหวังอะไรกับพรรคก้าวไกลเลย
เราต้องขยายอิทธิพลของขั้วประชาธิปไตยในหมู่คนหนุ่มสาวและในหมู่กรรมาชีพที่เป็นนักสหภาพแรงงาน เพื่อที่จะสร้างขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชน มันคงจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนที่ถูกมองว่าเป็น “ผู้นำ” ได้สยบยอมต่ออำนาจเผด็จการภายใต้คำแก้ตัวไปแล้ว คนจำนวนมากอาจจะสับสน ยอมไปก่อน หรือเบื่อความขัดแย้ง แต่เราต้องชัดเจนว่าปัญหาอำนาจและกติกาเผด็จการไม่ได้หายไปจากสังคมแม้แต่นิดเดียว
อีกปัญหาหนึ่งสำหรับเรา โดยเฉพาะในยุคที่นักสังคมนิยมยังน้อยอยู่ และภาระสำคัญคือการขยายสมาชิกและอิทธิพล คือเราต้องเดินหน้าสร้าง “เตรียมพรรค” ด้วยการปลุกระดม จัดกลุ่มศึกษา และเคลื่อนไหวพร้อมๆ กัน สิ่งที่ต้องระวังสำหรับกลุ่มเล็กๆ คือการพยายามหาทางลัดผ่านการประนีประนอมทางความคิด หรือการหันหลังให้กับการเคลื่อนไหวเพื่ออยู่อย่างสะดวกสบายบริสุทธิ์ในหอคอยงาช้าง

