ทำไมแกนนำภาคประชาชนถึงกลายไปเป็นนั่งร้านให้รัฐประหาร บทเรียนปี 2549

โดย วัฒนะ วรรณ

​คนรุ่นใหม่ที่กำลังต่อสู้กับอำนาจเผด็จการในยุคนี้อาจจะมีคำถาม ทำไมผู้นำภาคประชาชน เอ็นจีโอ บางคนเป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่เคยยืนอยู่ฝั่งประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ต่อสู้กับอำนาจไม่เป็นธรรมมายาวนาน ถึงไปร่วมขบวนการฝ่ายขวาในนาม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และกลายมาเป็นนั่งร้านให้กับการรัฐประหารปี 2549 จนถึงรัฐประหารปี 2557 การแปรพักตร์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ไม่ได้เกิดขึ้นจากนิสัยส่วนตัว แต่มีพลวัตทางการเมืองแบบค่อยเป็นค่อยไป

​เริ่มต้นจากฝ่ายภาคประชาชน เอ็นจีโอ ไม่สามารถแข่งแนวกับพรรคไทยรักไทย ที่เป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่สามารถนำนโยบายมาปฏิบัติให้เป็นจริงได้ โดยเฉพาะนโยบายที่ให้ประโยชน์กับคนจน เช่น การรักษาพยาบาลฟรี (เดิมถ้าจะรักษาฟรีต้องใช้ระบบคนไข้อนาถาพิสูจน์ความยากจน) นโยบายพักหนี้เกษตรกร (จากเดิมเกษตรกรต้องเผชิญกับการต้องจ่ายดอกเบี้ยวนไปไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรหนี้ได้) นโยบายกองทุนหมู่บ้าน (เปรียบกับเป็นธนาคารชุมชน ที่ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งคนจนแต่เดิมไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้จากสถาบันการเงินได้ ต้องกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยแพงกว่า)

​นโยบายเหล่านี้ให้ประโยชน์กับคนจน ชาวนา กรรมาชีพ มันได้สร้างฐานคะแนนนิยมให้พรรคไทยรักไทยและทักษิณสูงมาก ในการเลือกตั้งครั้งแรกปี 2544 พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเสียง 11.6 ล้าน พรรคประชาธิปัตย์อันดับสองได้คะแนน 7.6 ล้าน แต่เมื่อการเลือกครั้งที่สองของพรรคไทยรักไทย ปี 2548 ได้คะแนนเพิ่มขึ้นถึง 19 ล้านเสียง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์อันดับสองได้คะแนนลดลงเหลือ 7.2 ล้านเสียงเท่านั้น ซึ่งบางส่วนเป็นฐานมวลชนของขบวนการภาคประชาชนด้วย ที่เคลื่อนไหวประเด็นเดียวมานาน แต่มีประสิทธิภาพสู้นโยบายรัฐที่ไทยรักไทยทำไม่ได้ ทำให้ขบวนการภาคประชาชนที่มักจะนำโดยเอ็นจีโอ สูญเสียฐานมวลชนไป

​แต่พรรคไทยรักไทยก็สร้างปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน สนับสนุนนโยบายเสรีนิยมใหม่ ทำข้อตกลงการค้าเสรี แปรรูปรัฐวิสาหกิจ สร้างความไม่พอใจให้กับภาคประชาชนด้วย เช่น นโยบายปราบปรามยาเสพติด ที่เป็นแรงงานจูงใจให้มีการฆ่าตัดตอนโดยไม่ผ่านกระบวนยุติธรรมราว 3,000 คน นโยบายปราบขบวนการประชาชนภาคใต้ อย่างกรณี กรือเซะ ตากใบ ที่มีคนตายอย่างน้อย 117 คน  นโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขายกิจการสาธารณูปโภคให้กับเอกชนที่มุ่งเน้นกำไรแทนการบริการประชาชน นำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

​ด้วยสถานะที่แข็งแรงมากๆ ของพรรคไทยรักไทยขณะนั้น ภาคประชาชนจำนวนหนึ่ง จึงเลือกยุทธวิธี “หมากัดกัน” ในงาน “สภาประชาชน” ที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 23 มกราคม 2548 ผู้แทนภาคประชาชน ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เอ็นจีโอ เช่น กป.อพช. มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน นัดประชุมกันเพื่อวางยุทธศาสตร์รับมือการเลือกตั้งปี 2548 ที่พรรคไทยรักไทยมีแนวโน้มชนะเลือกตั้งในสมัยที่สอง ยุทธศาสตร์ที่ตกลงกันในครั้งนั้น คือ การเลือกพรรคฝ่ายค้านหลัก 3 พรรค ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว พรรคไทยรักไทยชนะด้วยคะแนนท่วมท้นเป็นประวัติการณ์ พอ สนธิ ลิ้มทองกุล นายทุนเครือข่ายสื่อผู้จัดการ เริ่มสร้างกระแสการเมืองชาตินิยมต่อสู้กับทักษิณ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2548 ฝ่ายผู้นำภาคประชาชนที่มีแนวคิดไล่พรรคไทยรักไทยมาก่อนการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 แต่ก็ขาดความมั่นใจไม่ค่อยจะเคลื่อนขบวน ดังนั้นการที่สนธิออกมา และสามารถสร้างกระแสการเมืองได้ประมาณหนึ่ง ฝ่ายภาคประชาชนก็เห็นเป็นโอกาส ที่จะสร้างความร่วมมือเพื่อต่อสู้กับทักษิณ

​หลังจากนั้นพวกผู้นำเหล่านี้ก็ขยับไปทางขวาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังรัฐประหารก็มีบทบาท สถานะต่างๆ ในโครงสร้างการเมืองฝ่ายขวาดังที่ยังเห็นปัจจุบัน พัฒนาการดังกล่าวมันเริ่มต้นจากการจะเอาชนะทักษิณ โดยไม่สนวิธีการ จุดยืน พวกเอ็นจีโอตอนนั้นรับแนวคิดที่ปฏิเสธทฤษฎีทางการเมืองด้วย จึงตัดสินใจเป็นวันๆ ตามกระแส

​ในการจัดตั้งรัฐบาลของเพื่อไทยปัจจุบัน มีอดีตนักประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อยใช้ข้ออ้างคล้ายๆ อดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมในการจับมือกับพรรคทหาร โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลเพื่อไทยจะสามารถจำกัดบทบาทพรรคทหารได้ และประชาชนจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากประสบการณ์และนโยบายของพรรคเพื่อไทย

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ