บทสัมภาษณ์ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ 

โดย สาขารามคำแหง

              การสัมภาษณ์อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ เกิดขึ้นในช่วงที่พรรคเพื่อไทยกำลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยจะรวมกับพรรคนายหน้าเผด็จการทหาร เริ่มจากพรรคภูมิใจไทย และจะพิจารณารวมกับพรรครวมใจสร้างชาติ ก่อนที่จะตบท้ายด้วยพลังประชารัฐ เพื่อให้ส.ว.โหวตเห็นชอบแคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทย ในขณะที่พรรคก้าวไกลมีแนวโน้มจะถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งอาจจะไม่โหวตเห็นชอบ ขณะที่อีกด้าน อดีตแกนนำ นปช.คนเสื้อแดง เช่น อ.ธิดา ไม่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทย และยังมีการประท้วงของคนเสื้อแดงบางกลุ่มเพราะยอมรับไม่ได้กับการไปร่วมกับฝ่ายตรงข้าม องค์กรสังคมนิยมแรงงานจึงขอให้ อ.ธิดา วิเคราะห์การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วและแนวทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนับจากนี้

คิดว่ารัฐบาลใหม่ข้ามขั้วจะมีเสถียรภาพหรือไม่ แค่ไหน

เราต้องชัดเจนก่อนคือ ขณะนี้รัฐบาล (ประยุทธ์) เป็นรัฐบาลอนุรักษ์นิยมและพรรคเพื่อไทยก็มาสนับสนุนการสืบทอดอำนาจต่อจากรัฐบาลที่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาจะมีเสถียรภาพนะ ในแง่ที่ว่า พละกำลังในระบอบอำมาตย์นี่ยังสามารถใช้ได้หมด โดยพรรคที่มีความนิยมของมวลชนเข้ามาร่วมรัฐบาลเดียวกัน คุณคิดว่า เขาผ่านมาสี่ปีนี่ เขามีเสถียรภาพไหม แม้ประชาชนเกลียดเขามาก เขาก็อยู่ได้ถ้าคุณตั้งคำถามถึงเสถียรภาพ  เพราะฉะนั้นคำว่าเสถียรภาพมันแน่นอนอยู่แล้วเพราะว่าเขามีเครื่องมือ มีทุกอย่าง ขนาดมวลชนไม่พอใจแล้วเลือกพรรคเพื่อไทยมากกว่า เขาก็ยังยืนอยู่ได้ เพราะเสถียรภาพของเขา หมายความว่าเขาสามารถปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญ เขาไม่ได้สนใจว่าประชาชนคิดยังไง เขาอาจจะทำให้ประชาชนพอใจระดับหนึ่ง เช่น แจกโน่น แจกนี่เลียนแบบพรรคเพื่อไทย  นั่นแปลว่ารัฐบาลยังอยู่ได้ ที่นี้พรรคเพื่อไทยที่มีแฟนคลับมวลชนไปรวมกับรัฐบาลเก่าทั้งหมดเลย ยกเว้นประชาธิปัตย์พรรคเดียว เสถียรภาพก็แข็งโป๊ก ฉะนั้นเขาจะเข้มแข็งกว่าเดิมโดยมีหลักประกันว่า เขามีพรรคที่มีมวลชนสนับสนุนจำนวนมากมาอยู่ข้างเขา  สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจก็คือ ประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองที่เชื่อว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย แต่อ้างว่ามีความจำเป็นต้องข้ามขั้วไปค้ำยันฝ่ายอนุรักษ์นิยมนี่ ทำให้มีประชาชนจำนวนหนึ่งโกรธแค้น ไม่พอใจ แต่ก็อาจมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ยังคิดว่า ยังชอบยังโอเคกับพรรคเพื่อไทยอยู่ อาจารย์คิดว่าคนที่ไม่พอใจน่าจะมีมากกว่า

​ส่วนพวก FC ที่เชียร์ให้เป็นรัฐบาล คนเหล่านี้จะไม่ได้ผ่านกระบวนการต่อสู้อย่างเจ็บปวดในอดีตสักเท่าไหร่ คนที่ผ่านกระบวนการต่อสู้ในอดีตและอยู่กับความสูญเสียและเจ็บปวดนี่ เขาจะเสียใจ เพราะว่าสงครามระหว่างอำนาจประชาชนกับอำนาจของชนชั้นนำจารีตนี่มันยังดำเนินอยู่ มันไม่ได้มีการสลายขั้ว ดังนั้น ประชาชนส่วนที่มีส่วนร่วมในการต่อสู้นี้ เขายังเป็นนักรบฝ่ายประชาธิปไตยและเขาได้ขบวนการคนรุ่นใหม่มาเพิ่ม นี่คือบทเรียนว่า วิถีทางรัฐสภาพรรคการเมืองในระบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยก็เป็นอย่างนี้แหละ บางทีก็เอียงซ้ายนิดหนึ่ง บางทีก็เอียงขวานิดหนึ่ง หรือคนในพรรคก็อาจจะไม่ได้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยจริง มีดีเอ็นเอนักการเมืองคืออยากเป็นรัฐบาล อยากมีผลประโยชน์  ประชาชนก็ได้การเรียนรู้ด้วยว่า การขึ้นต่อพรรคการเมืองนั้นไม่อาจทำให้ประชาชนได้รับชัยชนะ จากที่เพื่อไทยอยู่ฟากเดียวกันกับประชาชนนี่ จริงๆ เขาก็ไม่อยากเป็นศัตรูหรอก เขาก็อ้างว่าเขาถูกกดดัน  ฉะนั้นคำว่าเขามีเสถียรภาพ เขามีแข็งโป๊ก แต่ความศรัทธาและความเชื่อมั่นจากประชาชนที่มีต่อวิถีทางรัฐสภาจะลดลง ก็คือคนก็จะรู้สึกว่า เออ อะไรวะ สู้กันมาตั้งสิบกว่าปี ทำไมกลายไปอยู่อีกข้าง ถือว่านี่เป็นการเรียนรู้ในประวัติศาสตร์ของประชาชน  จากนี้ไปประชาชนก็ได้ความรู้ขึ้นมาอีก มันไม่มีอะไรง่าย ๆ แล้ว คนก็เปลี่ยนประชาชนก็เปลี่ยน พรรคการเมืองก็เปลี่ยนได้ ดังนั้น การต่อสู้นอกรัฐสภาอย่าไปผูกกับพรรคการเมืองเลย ให้เป็นขบวนการที่เป็นอิสระเป็นมิตรกับฝ่ายประชาธิปไตย  ถ้าอำนาจของประชาชนนั้นมีไม่พอ พรรคการเมืองที่มีอำนาจมากกว่าก็จะมาครอบงำองค์กรประชาชนได้   และถ้าใครเคยเป็นนักกิจกรรมแล้วย้ายไปอยู่พรรค ก็ต้องรักษาระยะห่างกับขบวนการประชาชน และต้องทำให้พรรคการเมืองเข้าใจว่าขบวนการประชาชนนั้นไม่ใช่สมบัติของพรรคการเมือง ไม่ใช่เครื่องมือของพรรคการเมือง พรรคการเมืองต่างหากที่เป็นต้องเป็นเครื่องมือของประชาชน 

ในสถานการณ์เช่นนี้ เสถียรภาพของรัฐบาลได้รวมถึงเสถียรภาพของชนชั้นนำด้วยหรือไม่

ชนชั้นนำมันไม่ได้มีเสถียรภาพจากการจัดตั้งรัฐบาล เสถียรภาพของชนชั้นนำดูได้จากการต่อสู้ของประชาชน ประชาชนโหวตมาขนาดนี้ ชนชั้นนำต้องตัวสั่นงันงกแล้ว เสถียรภาพของรัฐบาลอยู่ได้ แต่เสถียรภาพของชนชั้นนำนั้น ประชาชนไม่เอาแล้ว ชนชั้นนำที่ทำรัฐประหารและครอบงำสังคมไทยอยู่นั้น เสื่อมแล้ว แต่ในที่สุดเขาก็ใช้กลโกงเพื่อที่จะดึงพรรคหนึ่งให้มาค้ำยันเขา เพื่อที่จะทำให้ได้ทั้งพวกมาเพิ่มและได้รักษาเสถียรภาพของเขาเอาไว้ แปลว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจริงๆ ธรรมดาเขาเกลียดจะตายระบอบทักษิณนี่ ถัดมาจากสู้กับคอมมิวนิสต์ ก็สู้มาจากระบอบทักษิณนี่แหละ แล้วทำไมเอาระบอบทักษิณมาเป็นพวกล่ะ ก็เพราะว่าก้าวไกลมันดันร้ายกว่า

​ฝ่ายมวลชนประชาธิปไตยที่ลงถนนยังคงสามารถฝากความหวังไว้กับพรรคในกระแสหลักได้หรือไม่ เพราะในด้านหนึ่งเราไม่ควรไว้ใจพรรคการเมือง ทำอย่างไรประชาชนถึงจะได้อำนาจรัฐอย่างแท้จริง

อาจารย์อยากให้มวลชนเป็นอิสระ ไม่อยากให้ไปผูกพันกับพรรคการเมือง เพราะถ้าไปผูกพันกลายเป็นว่าพรรคการเมืองเข้ามาแทรกแซงและควบคุม คุณต้องเข้าใจความเป็นจริงว่ามันไม่ได้มีพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยพรรคเดียว แล้วคุณจะไปขึ้นต่อพรรคการเมืองไม่ได้ มันจะทำให้เสียหาย เช่น สมมติว่าคุณมีองค์กรของประชาชนขึ้นมาแล้วปรากฏว่าไปขึ้นต่อพรรคก้าวไกลคุณก็จบเหมือนกัน แต่ว่าความที่คนเสื้อแดงมันสู้มานานกระทั่งเขารู้ จนเวลามีการนำการประท้วงของนักศึกษา เขาก็เข้ามาร่วมเอง และเขาก็เรียนรู้เองผ่านการเลือกตั้งและผ่านการเข้าร่วมแบบไม่ต้องมีแกนนำ เขาก็มาของเขาเอง นี่ยกตัวอย่างว่า เวลาที่ผ่านมามันทำให้คนเสื้อแดงนี่ เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ เขารู้ว่าใครสู้ในเส้นทางเดียวกันกับเขา เขาก็มาร่วม เพราะว่า นปช.ไม่พร้อมที่จะมานำ ประสบปัญหาชะตากรรมแบบเดียวกันคือ แกนนำติดคุก เจอคดี และขณะเดียวกันบางคนก็เปลี่ยนสีแปรธาตุไปอยู่ฝั่งโน้นบ้าง แต่ความที่มวลชนสู้มานาน มันสอนตัวเอง และเราก็ช่วยสนับสนุนเขาด้วย เรามีโรงเรียนการเมืองทั่วประเทศ เรามีปราศรัย ซึ่งเราทำมาตั้งแต่ปี 2552 จนถึง 57 เป็นเวลา 5 ปีที่เราเปิดเป็นโรงเรียนการเมืองตลอดเลย เปิดเป็นระยะๆ เรียนซ้ำนี่แหละ บางอย่างเราก็พูดเรื่องวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ เราคัดหลักสูตรโรงเรียนการเมืองในสิ่งที่มีประโยชน์ ใช้ได้ ในส่วนที่นักเคลื่อนไหวควรจะรู้และต้องใช้ความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ในการขับเคลื่อน การนำรวมหมู่ การมีวินัย หลักการ นโยบาย การขึ้นกับหลักการมากกว่าตัวบุคคลและพรรค ฉะนั้น ถ้ามีองค์กรการเมืองของภาคประชาชนจะดี แต่ต้องมีทั้งผู้นำและประชาชนที่ตื่นรู้ ก้าวหน้า ดังนั้นแล้วคนที่จะนำประชาชนที่ก้าวหน้าได้ต้องเก่งพอสมควร และต้องมีหลักการและมีความเข้าใจ มีระดับทฤษฎีในการต่อสู้เพราะว่าสังคมเปลี่ยนแล้ว ประชาชนก็เปลี่ยน มันไม่เหมือนในตอนแรกของการเกิดขบวนการเสื้อแดง ที่ทุลักทุเล กว่าจะมาถึงขั้นนี้ที่ว่า เอาไมค์ใส่ปากเขา ก็พูดได้หมดทุกคน คุณดูป้าเป้าซิแกก็พูดได้ คือเขาเรียนรู้จนเขาเก่งหมดแล้ว เพราะฉะนั้น มาถึงตอนนี้แล้วมันเป็นต้นทุนที่ดี ถ้าใครจะมาขับเคลื่อนต่อ และต้องพยายามศึกษาหลักการและทฤษฏีในการต่อสู้ ต้องเข้าใจกฎหมายด้วย ถ้าภาษาซ้ายเก่าก็คือ มีเหตุผล ได้ประโยชน์ รู้ประมาณ  ไม่ใช่นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ จะมีคนเห็นด้วยกี่คนเราก็ไม่รู้ มีคนด่ามากกว่าคนอวย ทำเพื่อสะใจ อะไรอย่างนี้ และก็ต้องรู้ว่าเราทำได้แค่ไหน อย่างอาจารย์ทำยูดีดีนิวส์ เป็นสื่อเล็กๆ และทำงานคณะประชาชนทวงคืนความยุติธรรม เพราะอาจารย์เตรียมการไว้แล้วว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฝั่งเราต้องมีโอกาสได้เป็นรัฐบาลด้วยจำนวนหนึ่ง แต่ตอนนี้เป็นทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลก็ไม่เป็นไร ก็จะยื่นทั้งสองข้างเลย ดูว่าใครจะเอาหรือไม่เอา เมื่อความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้ จะไปบังคับให้เขาอยู่ข้างเดียวกันก็ไม่ได้ เอาไปเอามาคนที่พูดเรื่องเสื้อแดงกลายเป็นพรรคก้าวไกลและพวกเยาวชนพูดมากกว่าเวลาไปด่าเพื่อไทย เช่น 99 ศพจะทำอย่างไร และจะทำยังไงถ้าไปรวมกับพวกนั้น คือเขาเรียนรู้ความเจ็บปวดของคนเสื้อแดงซึ่งต่างจากปัญญาชนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ไม่มีใครพูดถึงเสื้อแดงเลย และก่อนหน้านั้นปัญญาชนส่วนใหญ่เป็นเสื้อเหลืองเป็นสลิ่ม อาจารย์บอกนักข่าวต่างประเทศเลยว่า คนเสื้อแดงขาดปัญญาชนของตัวเอง เพราะปัญญาชนอื่นเสียงดังกว่าชาวบ้าน ฉะนั้น ในการต่อสู้ของมวลชนจำเป็นต้องมีทฤษฎี  สู้อย่างไรให้ได้ผลดีที่สุดและผลเสียน้อย  

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ