โดย พัชณีย์ คำหนัก
การบริหารงานบุคคลที่ไร้หัวใจ คือ การปฏิบัติต่อคนทำงานเสมือนหุ่นยนต์ จากความเห็นแก่ตัวของเจ้าของกิจการเพื่อทำกำไรสูงสุด ที่ต้องมีการควบคุมการทำงานและออกกฎระเบียบให้ผู้ใช้แรงงานมีวินัย (Labour discipline) ตามตรรกะของระบบทุนนิยมแข่งขัน
ขอยกตัวอย่างข่าวพนักงานหญิงโรงแรมดังแห่งหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊ค นำภาพแชทไลน์กับพี่กบ หัวหน้างานว่า ขอลากลับบ้านไปดูใจแม่ที่กำลังป่วยหนักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสียชีวิต แต่ถูกพี่กบสวนกลับมาว่า เสร็จจากงานศพให้มาเขียนใบลาออก โพสต์ดังกล่าว ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากไม่พอใจและวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิพี่กบ เราสามารถมองกรณีนี้ได้ 2 ประเด็นคือ 1) แรงงานเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิต เหนือปัจจัยการผลิตอย่างเครื่องจักร ที่ดิน ดังเห็นจากการควบคุมการลาของพนักงานโรงแรม และ 2) การบริหารงานผ่านตำแหน่งต่างๆ และสำนึกของพี่กบผู้เป็นหัวหน้างาน เกิดจากจากการออกแบบระบบความสัมพันธ์ทางการผลิตให้แรงงานอยู่ภายใต้การปกครองของทุน
1. ความสำคัญของแรงงานในฐานะพลังการผลิต
คาร์ล มาร์กซ์ ได้คิดทฤษฎีกระบวนการทำงาน (Labour process) ที่ทำให้เราเข้าใจเบื้องหลังเบื้องลึกของการผลิตสินค้าและบริการ คือ ผู้ใช้แรงงานเป็นผู้รู้วิธีการทำงาน เทคนิคทุกอย่างในการสร้างผลผลิต ทั้งสามารถปรับแต่งเครื่องมือเครื่องจักรให้เข้ากับรสนิยมการทำงานของแต่ละทีมแต่ละกลุ่ม ดังนั้น แรงงานจึงเป็นองค์ประธานของการทำงานกับเครื่องมือเครื่องจักรและดัดแปลงวัตถุดิบในการผลิต ในขณะเดียวกัน กระบวนการทำงานยังเป็นกระบวนการสร้างมูลค่าให้แก่ผลผลิต (สินค้าและบริการ) แต่แรงงานกลับต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขของการกำกับของทุนและตัวแทนฝ่ายทุน เพื่อสร้างมูลค่าส่วนเกิน (หรือกําไร) ให้ผู้ลงทุน
การที่แรงงานตกเป็นผู้สร้างมูลค่าส่วนเกินให้ผู้ลงทุน คือ การต้องเข้าทำงานกับปัจจัยทุนในแผนกต่างๆ ในช่วงเวลาที่กำหนด ในแง่นี้เราจะเห็นว่า พลังแรงงานที่เป็นนามธรรมถูกกระทำให้เป็นเรื่องของปริมาณที่แจงนับได้ เช่น วันทำงาน/ชั่วโมงการทำงานของงานแต่ละชิ้นแต่ละตอน และผลงานที่ได้ต้องมีมูลค่ามากกว่าค่าจ้างของแรงงาน
ทั้งนี้ ตรรกะของทุนเปรียบเหมือน “อาคารสูงใหญ่ตั้งอยู่บนเสาเข็มขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็น” และเสาเข็มนั้น คือ มูลค่าค่าจ้าง ซึ่งก็คือมูลค่าแลกเปลี่ยนของแรงงานในตลาดแรงงาน ที่ต้องมีค่าน้อยกว่ามูลค่าใช้สอย (มูลค่าของผลผลิตเพื่อนำไปบริโภค ยังไม่เป็นมูลค่าแลกเปลี่ยนที่ขายในตลาด) หรืออีกนัยหนึ่ง มูลค่าใช้สอยจากการผลิตต้องสร้างมูลค่ามากกว่าค่าจ้างแรงงาน นี่คือ ที่มาของมูลค่าส่วนเกิน ที่ผู้รับจ้างบางคนรู้แต่ยอมรับหรือละไว้ในฐานเข้าใจว่า “ดีกว่าไม่มีงานทำ” หรือ “มันเป็นเรื่องธรรมชาติ” เช่น “จ้างแรงงาน 15,000 บาท ควรทำการผลิตให้ได้มูลค่าใช้สอยเป็น 20,000 บาท แต่ถ้าเกิดทุกคนสามารถทำได้เกิน 20,000 แล้วหากมีใครทําได้ 20,000 บาทก็ควรถูกปลดออกจากงาน นี่คือตรรกะของทุน ที่จะโทษแรงงานเสมอว่า “ทำงานหนักไม่พอ” ฉะนั้น คนทั่วไปจึงมองว่า ตลาดแรงงานที่มีการจ้างงานต่ำกว่ามาตรฐานคือได้รับค่าตอบแทนน้อยเป็นเรื่องที่จำต้องยอมรับและยอมจำนนต่อทุน ยอมทำงานรายวันและค่าตอบแทนที่น้อยกว่ามูลค่าที่ตัวเองผลิต ทั้งๆ ที่ในทางกลับกันแรงงานในฐานะผู้ผลิตควรได้รับการแบ่งปันความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจากการทำงานของพวกเขา แม้แต่เครื่องจักรเทคโนโลยีในฐานะปัจจัยการผลิตก็มาจากการผลิตของแรงงาน นั่นคือ กระบวนการทำงานของแรงงานคือแหล่งของการสร้างความมั่งคั่ง ที่ควรถูกแบ่งไปยังแรงงานอย่างเท่าเทียมกับเจ้าของทุน ดังเช่นที่อดัม สมิธและเดวิด ริคาร์โด นักเศรษฐศาสตร์ในยุคเริ่มแรกของระบบทุนอุตสาหกรรม ได้กล่าวว่า แรงงานเป็นผู้สร้างความมั่งคั่งและสร้างทุน ฉะนั้น จึงต้องมีเสรีภาพปราศจากการถูกควบคุมโดยผู้ปกครองในยุคศักดินา และสิทธิของแรงงานจึงต้องเท่าเทียมกับสิทธิของทุน
2. ความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยมสร้างระบบการบริหารงานที่ไร้หัวใจ
จากข้างต้น เพื่อประกันให้ได้มูลค่าส่วนเกิน นายทุนจึงต้องลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิตด้วยการใช้เครื่องจักรเทคโนโลยีที่ทันสมัย ปรับความสามารถของแรงงานให้สูงเพื่อสร้างผลิตภาพคือ ใช้จำนวนแรงงานและชั่วโมงการทำงานน้อยลงแต่ได้ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตมากขึ้น จึงมีการควบคุมแรงงานออกกฎระเบียบบริษัท ไม่ว่าจะเป็น ชั่วโมงทำงาน การพัก การลางาน การเร่งทำงานเพื่อรับรางวัลผลผลิต คู่มือการผลิต แต่ถ้าการออกแบบกฎระเบียบความสัมพันธ์ทางการผลิต (relation of production) ระหว่างแรงงานกับทุนมีลักษณะล้าหลัง ครอบงำ กดขี่ ก็จะเกิดความขัดแย้งไม่ลงรอยกัน และมีการต่อต้านของฝ่ายแรงงาน
ความขัดแย้งภายในวิถีการผลิตทุนนิยมเป็นความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตของคนหรือชนชั้นแรงงานกับแบบแผนความสัมพันธ์ทั้งหลาย และเกี่ยวข้องกับการอ้างกรรมสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตของคนส่วนน้อย ที่เป็นชนชั้นผู้ควบคุม-ปกครอง นอกจากนี้ ในการควบคุมการทำงานหรือบางส่วนของชีวิตของผู้ใช้แรงงานผ่านการอ้างความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตยังมีโครงสร้างส่วนบน (ระบบรัฐ) สร้างความชอบธรรมให้โครงสร้างส่วนล่าง (ระบบเศรษฐกิจ) กล่าวคือ รัฐได้ช่วยปรับปรุงการควบคุม-กํากับ-เกื้อหนุน-ค้ำจุนให้แบบแผนความสัมพันธ์ทางการผลิตที่มีอยู่-เป็นอยู่ดำเนินการต่อไปได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะใช้กฎหมาย มาตรการ อุดมการณ์ความเชื่อทางศาสนา เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของชนชั้นผู้ครองกรรมสิทธิ์ ซึ่งแบ่งสรรผลประโยชน์ให้เป็นภาษีและแหล่งรายได้ของผู้ปกครองรัฐ
ฉะนั้น การมีอยู่ของผลประโยชน์ของผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นเรื่องทางวัตถุค่อยๆ ปลูกสร้าง “จิตสำนึก” ที่จะเพิ่มพูน-พิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้ครอบครองให้แน่นหนาเป็นระบบยิ่งขึ้น ทั้งในแง่การหว่านล้อม-ชักจูง-โน้มน้าว และในแง่การคุกคาม-ใช้กำลังกับผู้ใช้แรงงานใต้การควบคุมปกครอง กล่าวอีกอย่างหนึ่ง สภาพการณ์ความเป็นจริงของความขัดแย้งระหว่างชนชั้นแรงงานกับแบบแผนความสัมพันธ์ทางการผลิตที่กําหนดโดยชนชั้นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ คือ รากฐานการก่อหวอดของโครงสร้างรัฐที่รังสรรค์ระบบคิด ครรลองเหตุผล ทฤษฎีปรัชญา ฯลฯ แล้วสร้างกลไกรัฐต่างๆ เช่น ระเบียบกฎหมาย รัฐบาลตำรวจ ทหาร ขึ้นมาเพื่อควบคุมความขัดแย้งทางชนชั้น
กรณีของพี่กบจึงสะท้อนทั้งระบบการบริหารงานที่มีจิตสำนึกแบบทุน รักษาผลประโยชน์ของผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์เอกชน ซึ่งจะมีอีกหลายเคสเกิดขึ้นในลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ การควบคุมปกครองคนชั้นล่างอย่างไร้หัวใจไปจนถึงการไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ทั้งในโครงสร้างส่วนล่างและโครงสร้างส่วนบน

