คนเสื้อแดงและการเมืองชนชั้น

โดย แสงยุทธนา

 “ไอ้คำว่าไพร่หาใช่ต่ำต้อยใดๆ ไม่ คำว่าไพร่หมายถึงสามัญชนที่เกิดกับดิน โตกับดิน และรู้ว่าตีนติดดินอยู่จนตัวตาย! เพราะฉะนั้นจงภูมิใจในความเป็นไพร่ของเรา แต่เขาต้องละอายในความเป็นอำมาตย์ของพวกเขา!” นี่คือคำพูดของ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วาทศิลป์ดังกล่าวสร้างข้อพิสูจน์อยู่สองประการ

​ประการแรก ขบวนการเสื้อแดงคือขบวนการที่ก่อร่างสร้างตัวและมีฐานมวลชนเป็นคนรากหญ้า และประการที่สอง มันได้พิสูจน์แล้วว่าการเมืองของคนเสื้อแดง ชูเรื่องการต่อสู้ระหว่างผู้ที่ไร้สิทธิ์ ไร้อำนาจ กับอภิสิทธิ์ชนผู้มีสิทธิ์และอำนาจเหนือประชาชน หรืออีกความหมายหนึ่ง มันคือการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างไพร่และอำมาตย์ บทความนี้ผมจะขออนุญาตพาทุกคนย้อนรำลึกถึงหนึ่งในขบวนการต่อสู้ทางชนชั้นที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการเมืองยุคใหม่ของประเทศไทย

         “แดง” สีที่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ในครั้งนั้น จุดเริ่มต้นของการใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ครั้งนั้นคือการประท้วงเชิงสัญลักษณ์หน้าสยามพารากอน โดยขบวนการประท้วงในครั้งนั้นมีชื่อว่า “คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” โดยการประท้วงครั้งนั้นมีจุดยืนในการต่อต้านการทำรัฐประหารในปี พ.ศ.2549 ของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะโจรที่ปล้นอำนาจรัฐบาลพรรคไทยรักไทยของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน การประท้วงครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมจำนวนไม่เยอะมาก แต่มีการใช้เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ ได้แรงบันดาลใจมาจากสีของไฟจราจรที่สร้างความหมายของการประท้วงในครั้งนี้ว่า “หยุดทำรัฐประหาร” และเสื้อสีแดงก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของขบวนการต้านเผด็จการในยุคนั้น โดยองค์กรสายประชาธิปไตยหลายองค์กรก็เลือกที่จะใช้เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ครั้งนี้ โดยที่แต่ละองค์กรอาจจะไม่ต้องมีอุดมการณ์เหมือนกันทุกอย่างก็ได้ เช่น ขบวนการที่มีชื่อว่า “สองไม่เอา” คือไม่เอาทั้งทักษิณและไม่เอาทั้งการรัฐประหาร องค์กรเลี้ยวซ้ายหรือชื่อเก่าขององค์กรสังคมนิยมแรงงานก็ได้เข้าร่วมกับสองไม่เอาด้วยเช่นกัน แต่ถึงแม้เราจะวิจารณ์นโยบายของพรรคไทยรักไทยมากแค่ไหนโดยเฉพาะเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เหตุการณ์ที่ตากใบและกรือแซะ แต่เราก็ยังคงยอมรับว่านโยบายบางอย่างของพรรคไทยรักไทยเป็นประโยชน์กับคนจนมาก เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค (ถึงแม้เราจะมองว่าการสร้างรัฐสวัสดิการจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าก็ตาม) แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามถึงแม้เราจะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของพรรคไทยรักไทยมากแค่ไหน เราก็ยังคงยืนยันว่านี่คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยประชาชนเอง ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิไปทำตัวเป็นคณะโจรในเครื่องแบบเพื่อที่จะปลดอำนาจของประชาชนไปได้

         จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า พรรคไทยรักไทยมีบทบาทที่สำคัญมากในการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของพรรคการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยที่ถูกปากกระบอกปืนบังคับให้ลงจากอำนาจ หรือแม้กระทั่งเป็นพรรคการเมืองที่คนเสื้อแดงใช้สำหรับเป็นตัวเลือกในการเลือกตั้งที่ดีในการต่อสู้กับพรรคฝ่ายเผด็จการปฏิกิริยาในการเลือกตั้ง

​ ​ตัวอย่างคือการแช่แข็งขบวนการเสื้อแดงหลังชัยชนะในกติกาเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ซึ่งทำให้สภาพของขบวนการเสื้อแดงแทบจะไม่เหลือความเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว และที่สำคัญคือในเหตุการณ์ “ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง” ที่ซึ่งเป็นที่ไม่พอใจกับคนเสื้อแดงที่ต่อสู้บนท้องถนน ณ ราชประสงค์ในปี 2553 ที่ซึ่งเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ของพวกเขาถูกฆาตกรรมหมู่โดยฆาตกรในเครื่องแบบ การสังหารหมู่ในครั้งนั้นมีผู้ถูกปลิดชีพไปจำนวน 99 ศพ ซึ่งญาติพี่น้องของพวกเขายังไม่ได้รับความยุติธรรม และที่สำคัญคือ หัวโจกในการสังหารหมู่ในครั้งนั้นยังคงลอยนวล แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดขบวนการฝ่ายปฏิกิริยาฟาสซิสต์เกิดขึ้นมาท่ามกลางกระแสการเหมาเข่งในครั้งนั้น คือ กปปส. พวกนี้มองว่า การเหมาเข่งในครั้งนี้สร้างขึ้นมาเพื่อให้ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีสามารถกลับไทยได้ไม่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง ข้อเรียกร้องของพวกนี้ คือการลงจากอำนาจของพรรคเพื่อไทยที่ถูก เลือกตั้งจากประชาชน แถมคนพวกนี้ยังทำตัวเป็นอันธพาลคอยขัดขวางการเลือกตั้งและทำร้ายคนที่พยายามเข้าคูหาเลือกตั้ง และคนพวกนี้ดูถูกเสียงของผู้คนที่เลือกพรรคเพื่อไทยที่อยู่ต่างจังหวัดว่าเป็นพวกเสียงไร้คุณภาพของคนไร้การศึกษา และเสียงของคนในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในขบวนการ กปปส. คือเสียงจากคนมีการศึกษา ที่สำคัญ สุเทพแกนนำ กปปส. ยังหน้าด้านออกมาแถในสภาว่า เหตุการณ์สังหารหมู่คนเสื้อแดงโดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2553 ไม่มีการใช้สไนเปอร์ แต่เป็นแค่ปืนธรรมดาติดกล้อง เขายังเหยียดหยามคนเสื้อแดงว่า สิ่งที่ทหารยิงไม่ใช่ประชาชน แต่เป็นผู้ก่อการร้ายที่ทำร้ายเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น

             อย่างไรก็ตาม กระแสการชุมนุมของพวก กปปส.ในกรุงเทพฯ ครั้งนั้นก็มีอิทธิพลมากพอที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหารของคณะโจรที่มีชื่อว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติไว้ได้ ท่ามกลางการถูกแช่แข็งของขบวนการเสื้อแดงจนไม่สามารถสร้างอิทธิพลหรือกระแสการชุมนุมในการทำลายความชอบธรรมของพวกฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตย แต่ถึงอย่างไร มันก็เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ถึงแม้ขบวนการเสื้อแดงจะมีบทบาทการต่อสู้ร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยในรัฐสภามากแค่ไหน สุดท้ายการชุมนุมของพวกเขาก็คือภาษาของผู้ที่ไร้อำนาจ ผู้ที่เติบโตบนดิน และก้าวเดินบนผืนดิน บนความหวังที่ว่าการต่อสู้ของพวกเขา ซักวันจะสั่นคลอนอำนาจรัฐที่เป็นดังฟ้าที่อยู่เหนือหัวของพวกเขาอย่างแน่นอน

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ