โดย สหายเยเกอร์
ปัญหานักเรียนอาชีวะยกพวกตีกันเป็นปัญหาเรื้อรังที่มีมานานและชนชั้นปกครองไม่มีความสามารถพอในการแก้ไขปัญหานี้ได้ ทั้งๆ ที่นักเรียนอาชีวะคือเเรงงานที่สำคัญของสังคมในอนาคต งานวิจัยเรื่อง “มาตรการควบคุมการก่อความรุนแรงในสถาบันอาชีวศึกษา”ของพล.ต.ต.พงษ์สันต์ คงศรีแก้ว โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ระบุว่า นักเรียนอาชีวะในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ มีคดีทำร้ายกันปีละ 1,500-2,000 เรื่อง ซึ่งสถิตินี้บ่งบอกแก่สังคมไทยว่า เฉลี่ยแล้วนักเรียนอาชีวะมีการตีกันทุกๆ วัน และยังวิเคราะห์สาเหตุของการตีกัน ที่เปลี่ยนไปจากอดีต ซึ่งในอดีตอาจจะมาจากความคึกคะนองของวัย และปัญหาครอบครัวของนักเรียนอาชีวะ แต่ปัจจุบันนี้เป็นเรื่องรูปแบบสงครามตัวแทนที่มีรุ่นพี่อยู่เบื้องหลัง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลเสียหายต่อสังคม เช่น ตาย หรือพิการ นักเรียนที่ถูกจับได้ถูกตั้งข้อหาคดีอาญาซึ่งข้อหาขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำต้องสูญเสียอนาคต ครอบครัวต่างสูญเสียเงินทองมากมายไม่ว่าจะเป็นด้านคดีหรือการเยียวยาผู้เสียหายเพื่อบรรเทาผลร้ายของการกระทำ
ผู้เขียนซึ่งใช้มุมมองมาร์กซิสต์ มองว่า นักเรียนอาชีวะตีกันไม่ใช่เพราะความเกเรโดยนิสัย ขอตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการตีกันของนักเรียนอาชีวะว่า ชนชั้นนำไม่สามารถแก้ไขหรือไม่ยอมแก้ไขกันแน่? นักเรียนอาชีวะที่จากเดิมเป็นผู้รักความเป็นธรรมและมีบทบาทในการต่อต้านเผด็จการมาก กล่าวคือ หลังจากที่นักศึกษา ประชาชน ได้รับชัยชนะในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 แนวคิดสังคมนิยมได้เบ่งบานในหมู่นักเรียน นักศึกษา ประชาชน นักเรียนอาชีวะก็เช่นกัน พวกเขารับหน้าที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยในการชุมนุมของนักศึกษาและได้เข้าร่วมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนเเปลงสังคม ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 พวกเขารับหน้าที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยในธรรมศาสตร์ ก่อน 6 ตุลา ฝ่ายอนุรักษ์นิยมหาทางทำลายขบวนการนักศึกษา โดยพยายายามแยกนักศึกษาออกจากนักเรียนอาชีวะด้วยการส่งคนมาทำลายขบวนการนักเรียนนักศึกษา คือ
ชนชั้นนำส่งคนไปปลุกระดมนักเรียนอาชีวะฝ่ายขวาเพื่อแยกขบวนการนักศึกษาและมีการจัดตั้งเป็น ”กลุ่มกระทิงแดง” ซึ่งเป็นกองกำลังฟาสซิสต์ และสมาชิกส่วนมากประกอบด้วยอันธพาลในคราบนักเรียนอาชีวะ ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า จะสังหารใครต่อใครและปาระเบิดโดยไม่ถูกจับกุม อีกทั้งเมื่อปี 2557 ม๊อบ กปปส.ซึ่งกองทัพและชนชั้นนำหนุนหลังและออกหน้าก็ได้จัดตั้งนักเรียนสถาบันช่างใจกลางกรุงเทพฯ ที่เป็นศัตรูกัน 2 สถาบัน ให้จับมือกันอีกด้วย รูปแบบจัดตั้งกลุ่มติดอาวุธนี้ก็สอดคล้องกับงานเขียนของนักปฏิวัติรัสเซีย “ลีออน ทรอตสกี้” เรื่อง “ว่าด้วยระบบฟาสซิสต์” ว่า เมื่อเกิดวิกฤตทางการเมืองชนชั้นขั้นรุนแรง ชนชั้นปกครองกับนายทุนใหญ่ไม่สามารถสู้กับกรรมาชีพหรือขบวนการประชาธิปไตยได้ จึงได้มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธให้กับกลุ่มคนที่ตกงาน นายทุนน้อยล้มละลาย หรืออันธพาลข้างถนนที่เสียขวัญกำลังใจ โดยชนชั้นนำจะสร้างนิยายหลอกๆ เรื่องเชื้อชาติหรือขบวนการประชาธิปไตยคือคนเลว ไม่ดี ชาติสำคัญที่สุดและดีที่สุด กระนั้นชนชั้นนำกับนายทุนใหญ่ก็เกรงกลัวอันธพาลฟาสซิสต์พร้อมกับเหยียดหยามด้วย
ปัญหาการเมืองคลี่คลายไปตามสถานการณ์ แต่ปัญหานักเรียนอาชีวะตีกันก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขและเมื่อดูจากสถิติคดีข้างต้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ปัญหาที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากระบบโซตัสระบบที่ให้อำนาจแก่รุ่นพี่ตามลำดับความอาวุโส และลัทธิสถาบันนิยม(ทำนองเดียวกันกับลัทธิชาตินิยมที่ชนชั้นนำพยายามปลูกฝังให้เรารักชาติและเกลียดชาติอื่น) ที่ไม่เพียงแต่จำกัดอยู่ภายในรั้วสถาบันเท่านั้น แต่ได้ขยายออกไปนอกขอบเขตรั้วโรงเรียน วิทยาลัยเทคนิคอาชีวะต่างๆ
โดยสรุป สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักเรียนอาชีวะที่ตีกันในปัจจุบันเกิดจากเศษซากที่หลงเหลือในช่วงคาบเกี่ยวก่อน 6 ตุลา 19 หลังจากที่ชนชั้นนำใช้กลุ่มนี้เสร็จ ก็ทอดทิ้งไป ปัญหาการทะเลาะวิวาทและใช้ความรุนแรงของกลุ่มนักเรียนอาชีวะก็กระทำไปโดยไม่รับรู้ถึงเศษซากความรุนแรงทางการเมืองที่พวกเขาไม่ได้ไรเลย ซ้ำร้ายผู้บริสุทธิ์ก็ถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บหรือตาย แม้อ้างว่ากระทำไปด้วยความรักเพื่อนรักสถาบัน สุดท้ายกลายเป็นผลผลิตของชนชั้นนำในอดีตไปโดยปริยาย และเป็นผลพวงของระบบโซตัสด้วย
เพื่อให้สังคมใหม่ดีขึ้นในอนาคต ผู้เขียนขอเสนอให้ประเทศมีระบบสังคมที่เป็นประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า รวมทั้งทำแนวร่วมกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ถูกผู้ปกครองทอดทิ้งเพิกเฉย พวกเราในขบวนการประชาธิปไตยต้องวิจารณ์ระบบอาวุโสรุ่นพี่รุ่นน้องของสถาบันทุกหนแห่งเพื่อให้ทุกคนเล็งเห็นถึงปัญหาของระบบสังคมที่หล่อเลี้ยงด้วยวัฒนธรรมเก่า โดยตระหนักรู้ว่า“รัฐ” กับ “กลไกการปราบปราบของรัฐ” กดขี่นักเรียนนักศึกษาเหล่านี้ให้แปลกแยกจากสังคมและมีชีวิตที่ดิ้นรนเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ทั้งนี้ เราเห็นว่านักเรียนกับนักศึกษาคือเตรียมกรรมาชีพสำคัญในอนาคตที่ขับเคลื่อนสังคมและสร้างความยุติธรรมในโลกใบนี้ ไม่ให้ตกอยู่ในวงจรความรุนแรงต่อไป

