โดย สมทรง ตรีแก้ว
แนวคิดอนาธิปไตยเป็นแนวความคิดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน มีหลักปรัชญา สังคม การเมืองและเศรษฐกิจที่มุ่งต่อต้านอำนาจจากเบื้องบนไม่ว่ารูปแบบใดๆโดยเฉพาะที่มาจากรัฐ เมื่อได้ยินได้ฟังเช่นนี้แล้วหลายคนอาจจะมองว่าแนวคิดนี้ก็ถูกต้องแล้วเพราะรัฐมันเลวร้ายแต่ แนวคิดนี้ถูกทดสอบอย่างหนักในช่วงการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพและชาวนาในสเปญ (ค.ศ.1936 – 1939 )
การปฎิวัติสเปญเกิดขึ้นท่ามกลางความมืดมนของความพ่ายแพ้ในรัสเซีย,เยอรมัน และอิตาลี ในช่วงสงครามกลางเมือง สเปญมีกลุ่มการเมืองสำคัญๆของฝ่ายซ้ายอยู่ 7 กลุ่ม ได้แก่ CNT ซึ่งเป็นสหพันธ์แรงงานของกลุ่มอนาธิปไตยประเภทอนาธิปไตยสหภาพ (กรรมาชีพในเมืองบาร์เซโลน่าส่วนใหญ่สนับสนุน), FAI องค์กรทางการเมืองของพวกอนาธิปไตยสุดขั้ว ปฎิเสธการสร้างรัฐกรรมาชีพ เน้นการยึดที่ดินมาเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมโดยชุมชนชาวนามีฐานสนับสนุนในหมู่บ้านชนบทยากจน, POUM พรรคแนวร่วมกรรมกรมาร์คซิสต์ เป็นพรรคเล็กมีฐานในหมู่กรรมาชีพ เสนอแนวปฎิวัติ และเป็นพรรคที่แยกตัวออกจากพรรคคอมมิวนิสต์สเปญในปี 1931 และต่อต้านแนวทางสตาลิน, สหพันธ์แรงงานของพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคสังคมนิยม (UGT), พรรคสังคมนิยม ( PSOE) เน้นรัฐสภา ถูกครอบงำโดยพรรคคอมมิวนิสต์เพราะสตาลินส่งอาวุธมาช่วยผ่านพรรคคอมมิวนิสต์, พรรคคอมมิวนิสต์สเปญสายสตาลิน และพรรคแนวร่วมสังคมนิยมคาทาโลเนีย
ในปี ค.ศ.1930 สเปญเจอวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของอเมริกาในปี ค.ศ.1929 ขณะนั้นสเปญมีระบบเศรษฐกิจล้าหลัง และพึ่งระบบเกษตร แต่ก็มีอุตสาหกรรมใหญ่ในบางเมือง เช่น บาร์เซโลน่า,บิสเคย์,อัสตูเรีย ,มาดริด รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจได้ ส่วนชนชั้นนายทุนเรียกร้องให้กรรมาชีพเสียสละและมีการกดขี่ปราบปราบสหภาพแรงงานและองค์กรชาวนาอย่างหนัก แต่กรรมาชีพและชาวนาในสเปญตื่นตัวทางการเมือง ดังนั้นจึงเกิดความขัดแย้งกันอย่างหนักจนนำไปสู่การปฎิวัติและสงครามกลางเมือง
ในช่วงปี 1931 -1936 ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาต่างสลับกันเป็นรัฐบาลโดยผ่านการเลือกตั้ง ปี 1931 ฝ่ายซ้ายชนะการเลือกตั้ง มีพรรคสังคมนิยม,พรรคสาธารณรัฐซ้ายและพรรคเล็กๆอื่นร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลผสม (เมษายน 1931 -พฤศจิกายน 1933) แม้ว่าจะมีความพยายามปฎิรูป แต่การปฎิรูปก็ได้รับการต่อต้านจากชนชั้นนายทุน รัฐบาลฝ่ายซ้ายก็เอาใจชนชั้นนายทุนโดยเรียกร้องให้คนจน และกรรมาชีพเสียสละ ห้ามนัดหยุดงาน ตัดค่าแรง จับนักเคลื่อนไหว รัฐบาลนี้จึงไม่ได้รับการสนับสนุนจากกรรมาชีพและชาวนาอีกต่อไป และปี 1933 (พฤศจิกายน 1933- กุมภาพันธ์ 1936) แนวร่วมฝ่ายขวาชนะการเลือกตั้งแต่ไม่สามารถแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง และเดือนกุมภาพันธ์ 1936 ฝ่ายซ้ายชนะการเลือกตั้งและตั้งรัฐบาลแนวร่วมประชาชน นายพลฟรังโกซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนายทุนและเจ้าของที่ดิน พยายามทำรัฐประหารในกลางเดือน กรกฎาคม 1936 รัฐบาลแนวร่วมประชาชนซึ่งผสมกันระหว่างฝ่ายซ้ายและชนชั้นนายทุน ลังเลใจไม่กล้าทำอะไรในการปราบปรามรัฐประหาร แต่การยึดอำนาจของฟรังโกล้มเหลวเนื่องจากกรรมาชีพ พรรคฝ่ายซ้าย และองค์กรอนาธิปไตยต้านการรัฐประหารทั่วประเทศโดยการจับอาวุธขึ้นสู้ ในพื้นที่ปราบกบฎฟรังโกได้มีการบริหารจัดการสังคมด้วยตนเอง เช่น ยึดที่ดินและโรงงานมาบริหารเอง การต่อต้านฟรังโกทำไปพร้อมๆ กับล้มระบบทุนนิยมเพื่อปฎิวัติสังคม ซึ่งกระแสการต่อสู้ที่สูงขึ้นนี้ทำให้ชนชั้นกรรมาชีพ และชาวนาเข้าร่วมในการปฎิวัติอย่างมหาศาล ทำให้ฝ่ายซ้ายในสเปญเกิดทางเลือกว่าจะประนีประนอมหรือปฎิวัติสร้างสังคมใหม่
ในการต่อต้านฝ่ายกบฏซึ่งนำโดยชนชั้นกรรมาชีพ ชาวนา และองค์กรอนาธิปไตยทำให้เกิดอำนาจคู่ขนาน เนื่องจากรัฐบาลสาธารณรัฐมีอำนาจทางการอยู่ที่มาดริด ลังเลและทำอะไรไม่ถูกเพราะพยายามประนีประนอมกับชนชั้นนายทุนและเจ้าที่ดิน อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่สหภาพแรงงาน องค์กรอนาธิปไตย และพรรคฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านการรัฐประหารและจับอาวุธลุกขึ้นสู้ แต่ทั้งสามส่วนก็ไม่สามารถเอาชนะฝ่ายกบฎฟรังโก ซึ่งต่อมาฟรังโกได้รับชัยชนะโดยได้รับการสนับสนุนจากฮิตเล่อร์และมุสโสลินี และทำให้รัฐบาลฝ่ายซ้ายพ่ายแพ้เมื่อเมษายน 1939 สาเหตุคือ องค์กรการเมืองสององค์กรหลักของกรรมาชีพ ซึ่งได้แก่ องค์กรอนาธิปไตยแนวอนาธิปไตยที่มีฐานเสียงกรรมาชีพอยู่ในบาร์เซโลน่า ปฎิเสธการรวมศูนย์อำนาจรัฐและการสร้างรัฐกรรมาชีพเพื่อล้มรัฐเก่า เพราะแนวคิดอนาธิปไตยมองว่าการรวมศูนย์ทุกชนิดย่อมนำไปสู่เผด็จการ ส่วนพรรคสังคมนิยมซึ่งมีฐานเสียงในมาดริด ก็คัดค้านการปฎิวัติ และไม่ยอมสร้างสภาแรงงาน (อ้างใจ อึ๊งภากรณ์ ประวัติศาสตร์โลกในมุมมองมาร์กซิสต์ฉบับย่อ,หน้า 133) การไม่รวมศูนย์ในการต่อสู้ทำให้การต่อสู้กระจัดกระจายไม่สามารถใช้พลังของกรรมาชีพอย่างมีประสิทธิภาพในการสร้างสังคมใหม่ ในขณะที่องค์กรฟาสซิสต์รวมศูนย์อำนาจในการต่อสู้ได้ เมื่อขบวนการสหภาพเเรงงานอนาธิปไตยและองค์กรอนาธิปไตยอื่นหมดปัญญาที่จะล้มรัฐบาลเก่าแล้วหันไปสนับสนุนรัฐบาลที่นำโดยพวกสตาลินทำให้การปฎิวัติพ่ายแพ้
สงครามกลางเมืองสเปญจึงเป็นบททดสอบสำคัญของแนวอนาธิปไตยที่ปฎิเสธการรวมศูนย์ของอำนาจรัฐ ทั้งเป็นบททดสอบแนวคิดสตาลินที่ให้พรรคคอมมิวนิสต์ในสเปญประนีประนอมกับชนชั้นนายทุนให้เหลือเพียงการต่อต้านฟาสซิสต์และเลิกล้มความคิดการปฎิวัติเพื่อเอาใจชนชั้นนายทุนในอังกฤษและฝรั่งเศสทั้งๆ ที่ทั้งสองประเทศไม่ยอมสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายซ้ายในการต่อต้านฟาสซิสต์ที่กำลังก่อตัวในยุโรป

