นิยามรัฐในมุมมองมาร์กซิสต์

โดย เท็น เตรียมกรรมาชีพ

​รัฐ คืออะไร ? หากเรานิยามในความหมายที่รับรู้กันทั่วไป คือ สังคมมนุษย์ที่ประกอบด้วยอาณาเขต ประชาชน รัฐบาล และอำนาจอธิปไตยหรือความเป็นอิสระของดินแดน ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางกายภาพ แต่มีองค์ประกอบด้านจิตวิญญาณการปกครองที่แนวคิดกระแสทุนนิยมเสรีกับแนวคิดมาร์กซิสต์มองต่างกัน

​ข้อเสนอสำคัญของทฤษฎีเสรีนิยมเกี่ยวกับรัฐ เชื่อว่า รัฐเป็น “ประชาธิปไตย” “รัฐเป็นของประชาชน”และรัฐมีหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินของปัจเจกบุคคลรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมที่ประกอบด้วยผู้คนจำนวนมาก แต่มาร์กซิสต์มองว่า รัฐชนชั้นนายทุนมีหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินของชนชั้นนายทุน และเป็นรัฐที่ไม่มีประชาธิปไตยแท้จริง เพราะโดยหลัก รัฐเป็นเครื่องมือสำหรับการครอบงำ การกดขี่ และการแสวงหาประโยชน์จากชนชั้นที่อ่อนแอทางเศรษฐกิจ เช่น คนยากจนและคนที่ไม่มีปัจจัยการผลิต  โดยชนชั้นที่มีอำนาจเหนือกว่า (เช่น คนรวยและเจ้าของปัจจัยการผลิต) พูดง่ายๆ คือ รัฐเป็นเครื่องมือหลักในการสถาปนาและธำรงไว้ซึ่งอำนาจนำของคนรวยและผู้มีอำนาจเหนือคนจน เพราะแท้จริงแล้วเราอยู่ในสังคมทุนนิยมที่มีชนชั้นหลักๆ อยู่ 2 ชนชั้นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และรัฐเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นกลไกในการรักษาการปกครองของชนชั้นหนึ่งเหนืออีกชนชั้นหนึ่ง

รัฐเป็นเครื่องมือกดขี่ทางชนชั้น

​หลายคนอาจจะสงสัยว่าในปัจจุบันยังมีชนชั้นอยู่อีกหรือ? การมองรัฐเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ ?   “ทำไมมาร์กซิสต์ชอบพูดเรื่องชนชั้น? เราก็คนไทยด้วยกัน อยู่ในดินแดนเดียวกัน มีสิทธิ์ไปเลือกตั้งเหมือนกัน และอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน ชนชั้นน่าจะเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว” 

​ชนชั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? ถ้าจะตอบคำถามนี้ได้ เราต้องมาทำความเข้าใจสังคมบุพกาลกันก่อน สังคมบุพกาล คือระยะแรกแห่งวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ พลังการผลิต (คนและเครื่องมือเครื่องจักร)ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก พวกเขาอยู่กันเป็นชนเผ่า ทุกคนในเผ่าเท่าเทียมกัน ไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐ ปัจจัยการผลิตเป็นของส่วนรวม ผลที่ได้จากการทำงานก็เพียงพอแค่สำหรับบริโภคกันเองเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป พลังการผลิตก็พัฒนาไปจนเกิดผลผลิตส่วนเกินขึ้น พอถึงจุดนี้ส่วนหนึ่งของชุมชนก็ก้าวขึ้นมามีชนชั้นปกครอง และสามารถบังคับสมาชิกที่เหลือของชุมชนให้ทำงานเพื่อตนได้ ตอนนี้แหละที่สังคมได้เริ่มแตกออกเป็น 2 ชนชั้นอย่างชัดเจน คือ ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง และสิ่งที่ตามมาคือ “รัฐ” นั่นเอง

​ในประวัติศาสตร์โลก ชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพมีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันและต่อสู้กันแทบตลอดเวลา นายทุนจึงต้องใช้รัฐทุนนิยมเป็นเครื่องมือในการกดขี่ชนชั้นกรรมาชีพ เห็นได้จากกลไกการปราบปรามและครอบงำความคิดของประชาชน ที่ผู้มีอำนาจรัฐผูกขาดการใช้อำนาจโดยออกกฎหมายมอบอำนาจนั้น

รัฐสร้างกลไกปราบปราม

​รัฐมีกลไกที่ใช้ปราบปรามแรงงานที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม ได้แก่ คุก ศาล ทหาร ตำรวจ และกฎหมายต่างๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อกลางปี 2563 ที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ออกมาประท้วงรัฐบาล ก็ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนใช้รถฉีดน้ำผสมสารเคมี และสลายการชุมนุมอยู่เสมอ อีกกรณีคือ เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงที่การต่อสู้ทางชนชั้นในฝรั่งเศสกำลังเข้มข้น รัฐบาลตัดสินใจใช้กำลังตำรวจตามคนงานโรงงานกลั่นน้ำมันที่นัดหยุดงานกลับไปทำงาน นี่ถือเป็นการคุกคามสิทธิในการนัดหยุดงานของคนงาน จะเห็นได้ว่าต่อให้เราชุมนุมกันอย่างสันติ รัฐก็พร้อมที่จะปราบปรามเราด้วยความรุนแรง 

รัฐสร้างกลไกการครอบงำ

​นอกจากกลไกปราบปรามที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว รัฐยังมีกลไกครอบงำทางชนชั้นอีกด้วย เพราะถ้ามีกลไกปราบปรามเพียงอย่างเดียว ชนชั้นปกครองและนายทุนก็จะขาดความชอบธรรมในการกดขี่ และมวลชนคนทำงานจะไม่ให้ความเคารพอีกต่อไป ดังนั้น เพื่อให้การกดขี่นี้เป็นไปอย่างถาวรยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องมีอุดมการณ์ของชนชั้นปกครองที่มาครอบงำสังคม เช่น การสั่งสอนหรือชวนเชื่อว่า ระบบทุนนิยมเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ เป็นไปไม่ได้ การกล่อมเกลานี้จะทำผ่านสถาบันต่าง ๆ ในสังคม เช่น โรงเรียน ครอบครัว และสื่อต่าง ๆ ตัวอย่างรูปธรรม คือ โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านสังคมนิยมของรัฐไทยในช่วงสงครามเย็น ​

​ดังนั้น รัฐไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะในยุคบุพกาล คนสามารถอยู่ร่วมกันโดยไม่มีรัฐ ไม่ได้เหลื่อมล้ำกันมาตั้งแต่เริ่มแรก  แต่ชนชั้นและรัฐเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในภายหลังเมื่อสังคมได้มีวิวัฒนาการตามขั้นตอนของวิถีการผลิต ฉะนั้น การที่เราจะอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่มีรัฐและไม่มีชนชั้นนั้นอาจเป็นไปได้!  แต่ก่อนที่เราจะไปถึงขั้นไร้รัฐ พวกเราชนชั้นกรรมาชีพจะต้องทิ้งมายาคติที่ว่า “รัฐเป็นกลาง” และรวมตัวกันต่อสู้ยึดอำนาจรัฐและปัจจัยการผลิตให้มาเป็นของชนชั้นคนส่วนใหญ่ ซึ่งเคยเกิดการปฏิวัติของรัสเซีย เพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของระบบทุนนิยม

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ