โดย คมกริต
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลา 2519 เต็มไปด้วยการต่อสู้และบทเรียนให้ขบวนการประชาธิปไตยได้ทบทวนและเรียนรู้ มากกว่าแค่การรำลึก ถ้าจะทำความเข้าใจความขัดแย้งจริงและปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ก็จะต้องส่องดูการเคลื่อนไหวก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ขบวนการนักศึกษาที่มีลักษณะมวลชนที่สำคัญคือ การประท้วงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ที่นักศึกษามองว่าไม่โปร่งใส
มีการจัดกลุ่มเสวนาปัญหาทางสังคมโดยเริ่มจากชุมนุมวรรณศิลป์ มธ. และการจัดทำวารสาร ”สังคมศาสตร์ปริทัศน์” มีการจัดพิมพ์ “หนังสือเล่มละบาท” ที่มีวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสังคม มีการตั้งชมรมออกค่ายต่าง ๆ ทำให้นักศึกษามีความใกล้ชิดกับชาวนาและแรงงานมากขึ้น พร้อมกับการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ เพราะในระหว่างปี 2508-2514 มีการนัดหยุดงานถึง 113 ครั้ง และในเดือนมกราคมจนถึงเดือนตุลาคม 2516 มีการนัดหยุดงานเพิ่มขึ้น 40 ครั้ง ทั้ง ๆ ที่การนัดหยุดงานยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย (ใจ อึ๊งภากรณ์ 2543)
รวมถึงกระแสการขบถทั่วโลกในช่วงเวลานั้น เช่น การนัดหยุดงานทั่วไปที่ฝรั่งเศส และการประท้วงต่อต้านสงครามในเวียดนาม สอดคล้องกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกปลายทศวรรษที่ 1960 ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของกรรมาชีพและความคิดของนักศึกษาในไทย
หลังจาก 14 ตุลา 2516 ชนชั้นกรรมาชีพและชาวนายากจนได้ร่วมกันต่อสู้กันเข้มข้นมากขึ้น บวกกับนักศึกษาที่เข้าไปเรียนรู้การต่อสู้ ในยุคนั้นเรียกกันว่า “ขบวนการสามประสาน” และเรียกร้องความเป็นธรรมในด้านต่าง ๆ (ใจ อึ๊งภากรณ์,สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และคณะ 2544)
แต่ชนชั้นนำไทยก็พยายามทำลายพื้นที่ประชาธิปไตยที่ได้มาหลัง 14 ตุลา ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (2536) ได้อธิบายในบทความ “ความรุนแรง 6 ตุลา” ว่า
“ผู้ที่ได้สูญเสียอำนาจทางการเมือง ในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ได้แก่ทหารและตำรวจบางกลุ่ม ผู้ที่เกรงว่าในระบบประชาธิปไตยตนจะสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไป ได้แก่พวกนายทุนเจ้าของที่ดินบางกลุ่ม และผู้ที่ไม่ประสงค์จะเห็นระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย กลุ่มเหล่านี้ได้พยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะทำลายล้างพลังต่างๆ ที่เป็นปรปักษ์แก่ตนด้วยวิธีต่างๆ”
เจ้าหน้าที่รัฐได้จัดตั้งขบวนการฟาสซิสต์ เช่น ลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง และกลุ่มนวพล นักปฏิวัติ ลีออน ทร็อตสกี้ ได้อธิบายว่า ขบวนการฟาสซิสต์จะถูกจัดตั้งในกลุ่มคนตกงานหรือกรรมาชีพขาจร ที่ไม่พอใจกับระบบ แต่ไม่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดตั้งในขบวนการกรรมาชีพ ชนชั้นปกครองจำเป็นต้องใช้ขบวนการฟาสซิสต์ในการทำลายขบวนการกรรมาชีพ แต่ก็ดูถูกในเวลาเดียวกัน ในกรณีไทย ชนชั้นนำจำต้องใช้ขบวนการฟาสซิสต์ แต่เกรงว่าจะกลายเป็นฐานอิทธิพลของนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ
หลัง 6 ตุลา 2519 นักศึกษาต้องหนีเข้าป่าและอาศัยการนำจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่ พคท.มองข้ามการต่อสู้ในเมืองเนื่องจากพรรคใช้แนวทาง “ป่าล้อมเมือง” จากเหมา บวกกับแนวสตาลินภายในพรรค ทำให้ภายในพรรคขาดประชาธิปไตย นักศึกษาที่เข้าป่าต้องหมดสภาพความเป็นปัญญาชน และการไม่สนใจการต่อสู้ในเมืองทำให้ไม่สามารถสั่นคลอนระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเหมือนหัวใจของรัฐเผด็จการ
สรุปแล้ว การจัดตั้งและการเคลื่อนไหวในเมืองมีความสำคัญอย่างมาก รวมถึงการจัดแนวร่วมในหมู่คนตกงาน ในมุมมองมาร์กซิสต์ กรรมาชีพในเมืองมีพลังซ่อนเร้นในการต่อกรกับรัฐเผด็จการจากกรณีการนัดหยุดงานในเบื้องต้น แต่ พคท.ไม่ใช่พรรคมาร์คซิสต์ ซึ่งเราเคารพความพยายามและความเสียสละของสหายเก่าในสมัยที่ยังอยู่ พคท. (ใจ อึ๊งภากรณ์ 2565)

