โดย ไผ่แดง
เรามักจะได้ยินวลีที่ว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย” อยู่บ่อยครั้งราวกับว่าเงินไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่หากเรากลับมาพิจารณาถึงสภาพจริงของทุนนิยมกลับพบว่า สภาพของระบบทุนนิยมนั้นบีบให้ชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นคนจำนวนมากทำงานรับจ้างเพื่อที่จะมีปัจจัยยังชีพเพียงพอที่จะใช้ชีวิตให้อยู่รอดไปในแต่ละวัน ในขณะที่ชนชั้นนายทุนซึ่งเป็นคนเพียงหยิบมือหนึ่งดำรงชีวิตในฐานะกาฝากสูบกินมูลค่าจากแรงงานและสะสมความมั่งคั่งท่ามกลางความลำบากของคนส่วนใหญ่ ดังนั้น การที่บอกว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย” ดูเหมือนจะเป็นคำพูดที่ไม่ได้มีสาระอะไร
มองในทางกลับกันในระบบทุนนิยมกลับกลายเป็นว่า เงินจะเป็นสิ่งที่มีค่าด้วยซ้ำ เพราะภายใต้สังคมที่เหลื่อมล้ำเช่นนี้ นั่นหมายความว่า ยิ่งคุณมีเงินในกระเป๋ามากเท่าไหร่ คุณยิ่งมีโอกาสในการเลือกทางเดินชีวิตมากขึ้น และมันยังหมายถึงว่าคุณไม่ได้มีเสรีภาพที่แท้จริงในระบบทุนนิยม ชึ่งคำถามประการต่อมาอะไรที่ทำให้เงินมีอิทธิพลต่อผู้คนมากขนาดนี้?
เงินตราดูเหมือนถ้าพิจารณาถึงลักษณะผิวเผินก็เป็นเพียงกระดาษธรรดา แต่เรากลับมองว่ามันมีคุณค่าขึ้นมาได้ก็เพราะว่ามันกำลังสะท้อนถึงมูลค่าของกำลังแรงงานอยู่ ดังนั้นอิทธิพลของเงินตรานั้นเกิดขึ้นมาจากสิ่งที่เรียกว่า “สภาวะแปลกแยก” มันคือภาพมายาที่เราเข้าใจว่าเงินมีค่าด้วยตัวของมัน แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ทำให้มันมีมูลค่าได้ก็เพราะความสัมพันธ์เบื้องหลังของมันอีกที
ในงานเขียนว่าด้วยทุนของคาร์ล มาร์กซ์ ฉบับย่อโดยใจ อึ๊งภากรณ์ได้อธิบายว่า
“ ‘เงิน’ เดิมทีเดียวเป็นสินค้า เช่นทองคำ โลหะเงิน หรือทองแดง ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับปริมาณแรงงานที่ใช้ในการสกัดและถลุง เมื่อเริ่มใช้เป็นเงินตราเพื่อแลกเปลี่ยนในตอนแรก หน่วยเงินตรานั้นมักจะเป็นน้ำหนักของโลหะดังกล่าว เช่นน้ำหนัก ทองคำ แต่ต่อมามันเริ่มถูกแยกออกมาเป็นอิสระ เป็นสัญลักษณ์ของมูลค่า จนรัฐสามารถบังคับใช้เงินกระดาษได้ “
กล่าวคือ เงินนั้นมีมูลค่าอ้างอิงจากทองคำ แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลทางไสยศาสตร์มนต์อะไรที่ทำให้ทองคำมีมูลค่าและถูกใช้เพื่ออ้างอิงมูลค่าของเงินตราได้ มันล้วนแล้วแต่มีเบื้องหลังซึ่งก็คือปริมาณแรงงานรูปธรรมของมนุษย์ในการถลุงและสกัดทองคำจนในท้ายที่สุดมันได้กลายมาเป็นสิ่งที่อ้างอิงมูลค่า เพื่อใช้เปรียบปริมาณแรงงานนามธรรมของมนุษย์ในการแลกเปลี่ยน จนรัฐทุนนิยมสามารถบังคับใช้เงินตราได้
ความสัมพันธ์ภายใต้ทุนนิยมนั้นมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเอง แต่สิ่งที่จะพอที่สรุปได้อย่างง่ายที่สุดคือการที่เงินตราสามารถมีอิทธิพลต่อมนุษย์ได้ล้วนแล้วแต่ผ่านความรุนแรงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่บีบบังคับให้กรรมาชีพต้องทำงานเพื่อยังชีพและในขณะเดียวกันก็ถูกขูดรีดเพื่อให้กระบวนการสะสมความมั่งคั่งเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ไปจนถึง การที่รัฐผู้ผูกขาดความรุนแรงออกบังคับใช้เงินตรา
บางครั้งเราอาจจะคิดว่าเราอยู่ตัวคนเดียวและคิดว่าหนทางที่จะอยู่รอดเดียวในทุนนิยมก็คือการก้มหน้าทำงานรับเงินยอมรับชะตากรรมต่อไป แต่ถ้ามองในแง่มุมอื่นๆ แล้วถ้าหากวันหนึ่งเราเกิดล้มป่วยเนื่องจากทำงานหนักขึ้นมา ก็เท่ากับว่าเงินที่หามาได้ก็เอามารักษาตนเองจนแทบไม่เหลือ หรือแม้แต่การที่ลูกหลานหรือคนในครอบครัวของคุณจะมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีมาตรฐานได้ ก็จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาล หากมีไม่เพียงพอก็ต้องกู้ยืม หรือไม่ก็ต้องพิสูจน์ความอนาถาเพื่อที่จะได้รับสิทธิที่มีจะการศึกษา หากเป็นเช่นนี้แล้วเรามีโอกาสมากเพียงใดที่กรรมาชีพคนธรรมดาจะทำงานเก็บเงินเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ?
ในสังคมที่คนเราควรค่าที่จะถูกเห็นใจกันก็ต่อเมื่อสิ้นไร้ไม้ตอก หมดคุณค่า หมดศักดิ์ศรี มันยิ่งชัดเจนว่าเราต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐสวัสดิการเพื่อคนส่วนใหญ่ และเป็นรัฐสวัสดิการที่ไม่ต้องจำเป็นพิสูจน์ความอนาถา ซึ่งเป็นการกู้คืนความมั่นใจและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลับคืนมา เพื่อที่จะนำไปสู่หลักชัยของชนชั้นกรรมาชีพที่ยิ่งใหญ่กว่าขึ้นไปเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ภายใต้สังคมแบบนี้เราไม่ได้ตัวคนเดียว ยังมีคนที่ยังอยู่ในเงื่อนไขพันธนาการของระบบทุนนิยม เราสามารถรวมตัวกันเพื่อสร้างพลังการต่อรองได้ และหนึ่งในอาวุธที่ทรงพลังก็คือ “การนัดหยุดงาน”

