โดย กองบรรณาธิการ
“เหตุผลสำคัญที่ไม่สมควรทำก็คือ ต้องใช้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นจำนวนมาก และต้องจ่ายทุกปีไม่ใช่จ่ายครั้งเดียวจบ ซึ่งกลุ่มคนที่ใช้รถไฟฟ้าคือกลุ่มชนชั้นกลางระดับบน เพราะค่าเฉลี่ยผู้ใช้รถไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่าผู้ใช้รถโดยสารประจำทาง ดังนั้น ทำไมรัฐบาลจึงไม่ไปอุดหนุนรถโดยสารประจำทางก่อน และหากมองในภาพกว้างกว่านั้น ทำไมจึงต้องเทเงินอุดหนุนให้เฉพาะคนกรุงเทพฯ แต่ละเลยคนต่างจังหวัด” (สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงนโยบายรถไฟฟ้า ๒๐ บาท ๑๒ ก.ย. ๖๖)
“พรรคก้าวไกลจึงเสนอทางออก หนีจากวังวนทุจริตเชิงนโยบายเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนพลังงาน ด้วยการปลดล็อกสายส่ง เปิดเสรีให้ประชาชนเลือกซื้อไฟฟ้าที่มีราคาถูกที่สุดได้เอง ไม่ต้องถูกบังคับผูกขาดซื้อไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฯ อีกต่อไป ทำให้ไม่มีรัฐบาลที่จะสามารถทำสัญญาเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานแบบไม่เป็นธรรมในระยะยาวได้แบบที่ผ่านมา” (วรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ๒๕ มี.ค. ๖๖)
“คสช. ขอทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรถึงแนวทางการช่วยเหลือในระยะต่อไป คสช. จะพิจารณาแนวทางที่มีความยั่งยืนมีประสิทธิภาพ โดยไม่บิดเบือนกลไกตลาด อาทิ การช่วยเหลือในเรื่องลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมเทคโนโลยี ส่งเสริมตลาด” (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ออกรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ๒๐ มิ.ย. ๕๗)
“กลไกตลาด” เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของระบบทุนนิยมที่พรรคเสรีนิยมไม่ว่าจะเป็นฝ่ายประชาธิปไตยหรือเผด็จการทหารมักจะออกมาปกป้องเป็นสิ่งแรกๆ ห้ามใครแตะต้องหรือทำลาย แต่ เคนส์ ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์สำนักเสรีนิยมเอง กลับมองว่ามันสามารถแทรกแซงได้ เช่นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจนายทุนจะไม่ลงทุนถึงแม้จะมีสภาพคล่องอยู่มากในระบบเศรษฐกิจ ต้นทุนทางการเงินต่ำ แต่เมื่อคนตกงานเป็นจำนวนมาก นายทุนแบบปัจเจกจะขาดความมั่นใจที่จะลงทุนในการผลิตสินค้าเพิ่มและต้องจ้างแรงงานเพิ่ม ถ้าปล่อยให้กลไกตลาดทำงานโดยตัวของมันเองในสถานการณ์แบบนั้น เคนส์ จึงเสนอว่าการพึ่งพิงเอกชนที่จะกลับมาผลิตตามกลไกตลาดจะเป็นไปได้ยาก รัฐบาลจะต้องเข้าลงทุนในระบบเศรษฐกิจด้วยตนเองเพื่อสร้างงานให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวอีกครั้ง
แต่สำหรับนักมาร์คซิสต์ กลไกตลาด เป็นเครื่องมือที่ไร้ประสิทธิภาพในการจัดการระบบเศรษฐกิจให้เกิดความเท่าเทียม การผลิตที่ไร้การวางแผน มักจะนำมาสู่วิกฤติเศรษฐกิจเสมอๆ ด้วยการผลิตล้นเกิน ท่ามกลางความอดอยาก ผลของวิกฤตินำกรรมาชีพไปสู่ชะตากรรมที่ทนทุกข์ทรมานไม่จบสิ้น ตกงาน ไร้เงิน บ้านแตกสาแรกขาด ถ้าหวังสร้างระบบประชาธิปไตยที่เท่าเทียมจริง ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง กรรมาชีพ คนหนุ่มสาว ต้องกลับมาพิจารณาแนวทางสังคมนิยมกันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมใหม่
แล้วเราควรมีท่าทีอย่างไรต่อพรรคก้าวไกล ซึ่งมีความก้าวหน้าบ้างในบางเรื่อง เช่นเรื่องการเมือง การแก้ไขกฎหมาย 112 การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกสร้างโดยทหาร รวมถึงความพยายามในการสร้างรัฐสวัสดิการ มือข้างหนึ่งนักสังคมนิยม ผู้ที่รักความเป็นธรรม จะต้องทำแนวร่วมกับพรรคก้าวไกล เพื่อต่อสู้กับเผด็จการทหาร ที่ปัจจุบันมี “นายหน้า” เป็นพรรคเพื่อไทย ที่ตระบัดสัตย์ต่อความคาดหวังของประชาชนที่รักประชาธิปไตย แต่มืออีกข้าง จะต้องกล้าวิจารณ์พรรคก้าวไกล โดยเฉพาะในประเด็นที่เขาพร้อมนำแนวคิด “เสรีนิยม” มาใช้บริหารสังคม เพราะมันจะไม่ช่วยปลดแอกความยากจนได้อย่างแท้จริง
ตัวอย่างที่ยกมา เช่น การแปรรูปสายส่งไฟฟ้า เพื่อให้เอกชนแข่งขันกัน แต่สุดท้ายจะไม่มีการแข่งขันกันเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่กำไรลดลง นายทุนกลุ่มหนึ่งจะพ่ายแพ้ในการแข่งขัน ลองดูตัวอย่าง ธนาคาร ปั๊มน้ำมัน ผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่เคยมีสามราย แทบจะไม่มีการแข่งขันกันในเรื่องราคา หรือตัวอย่างรถเมล์ร่วมบริการก่อนหน้านี้ ที่มีไอเดียว่าในแต่ละสายมีรถร่วมแข่งขันกันหลายราย แต่สุดท้ายก็มาขับแข่งกันโดยลดต้นทุนการบริการในส่วนต่างๆ ลง
หรือกรณีการคัดค้านรถไฟฟ้า ๒๐ บาท ที่ให้ประโยชน์คนจนกรรมาชีพ โดยอ้างเหตุผลที่ไม่จริงว่าเป็นการสนับสนุนพวกชนชั้นกลาง ทั้งๆ ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกรรมาชีพ แทนที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวยเพิ่ม เพื่อมาจัดระบบขนส่งมวลชนฟรีทั้งระบบ กลับเสนอตามแนวคิดเสรีนิยมที่เน้นช่วยเหลือคนที่จนหรือยากลำบากที่สุดก่อน โดยไม่แตะผลประโยชน์คนรวยเลย

