ทำไมการรำลึก 6 ตุลา 2519 ไม่พอ? : ประสบการณ์จากอดีตผู้ปฏิบัติงาน พ.ค.ท.

โดย สาขาสามย่าน

  ​เหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลา 2519 คือบาดแผลเหวอะหวะในสังคมไทยมีที่ยังไม่ได้รับการชำระ จากการทำงานของคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  ทำให้มีการพูดถึงมากขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีการจัดงานรำลึก 6 ตุลา หลายแห่ง และเป็นที่สนใจในขบวนการประชาธิปไตยในปัจจุบัน

​แต่การรำลึกยังไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องเรียนรู้แนวทางการเคลื่อนไหวและกระแสทางการเมืองในยุคนั้น เพื่อให้เห็นความขัดแย้งจริงที่กระแสหลักไม่กล่าวถึง ประสบการณ์จากสหายไท อดีตผู้ปฏิบัติงานพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) เขตงานตะนาวศรี จะให้ภาพบรรยากาศการต่อสู้ทางการเมืองช่วงเวลานั้น ให้บทเรียนแก่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปัจจุบันอะไรบ้าง

ช่วยเล่าบรรยากาศทางการเมืองคร่าวๆ ในช่วงก่อนและหลังเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ขบวนการต่างๆ มีการเคลื่อนไหว ก่อรูปขบวนการกันอย่างไร  

​ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ขบวนการนักศึกษาได้ทำการประท้วงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ที่ถูกมองว่าไม่โปร่งใส และมีการจัดกลุ่มเสวนาปัญหาทางสังคมโดยเริ่มจากชุมนุมวรรณศิลป์ มธ. และการจัดทำวารสาร “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” (เริ่มปี 2507) โดย ส.ศิวรักษ์ มีการจัดพิมพ์ “หนังสือเล่มละบาท” เกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสังคม เป็นจุดกระตุ้นให้เกิดขบวนการนักศึกษาจริงๆ มีการจัดค่ายอาสาต่างๆ ทำให้นักศึกษามีความใกล้ชิดกับชาวนาและแรงงานมากขึ้น

​หลัง 14 ตุลา ไม่นาน พนักงานธนาคาร พนักงานหนังสือพิมพ์ อาจารย์ และข้าราชการชั้นผู้น้อย ได้ออกมาประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจการเมือง มีการขยายพื้นที่สิทธิเสรีภาพที่มีความหมายจริงๆ นั่นคือความพยายามในการรวมตัวกันของชนชั้นกรรมาชีพและชาวนายากจนที่เข้มข้นขึ้น มีการประท้วงเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ และปัญหาราคาของผลผลิตที่ตกต่ำ

​ในขณะเดียวกันชนชั้นนำไทยที่ก็หาทางทำลายขบวนการดังกล่าวโดยมีการใช้ลัทธิชาตินิยมเป็นข้ออ้างในการปกป้องอภิสิทธิ์ นักศึกษาอาชีวะตกงานถึง 75% ในชนบท และ 50% ในกรุงเทพฯ ตกเป็นเครื่องมือในการทำลายขบวนการกรรมาชีพ ชาวนา และนักศึกษา ที่ทร็อตสกี้เรียกว่า ขบวนการฟาสซิสต์ ประกอบด้วยกรรมาชีพจรจัดและคนจนที่ตกงาน หรือไม่พอใจกับระบบ แต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดตั้งในกรรมาชีพ ในบริบทนี้มีกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง และกลุ่มนวพล

เริ่มต้นมาทำกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างไร

​ก่อน 14 ตุลา 2516 ได้เริ่มทำกิจกรรมตอนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดม จากการที่ชอบไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดของจุฬาเพราะรั้วติดกับโรงเรียน ช่วงนั้นได้อ่าน “หนังสือก้าวหน้า” ฉบับละบาท พอหลัง 14 ตุลา 2516 ได้เข้าเรียนที่จุฬาฯ คณะวิทยาศาสตร์ โซตัสในมหาวิทยาลัยซบเซาลงไปมาก ตอนนั้นคนหนุ่มสาวจำนวนมากสนใจเข้าร่วมชมรมที่เกี่ยวกับการเมืองด้วย เช่น ชมรมรัฐศาสตร์ศึกษา ชมรมออกค่าย ฯลฯ เวลามีกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต้านการขึ้นราคารถเมล์ ไปลงสลัม ไปคุยกับชาวบ้าน ไปเกือบทุกค่าย แต่เราไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก พ.ค.ท.จริง ๆ เพราะ  พ.ค.ท. ทำงานแบบลับๆ ล่อๆ มีการนำวินัย 10 ข้อของ พ.ค.ท.มาแปลงเป็นระเบียบของแนวร่วมจุฬาฯ ต้านเผด็จการ สะท้อนว่า ขบวนการน.ศ.รับเอาแนวคิดในเรื่องยุทธวิธี แนวทาง และการวิเคราะห์สังคม

แล้วได้เข้าร่วมทำงานกับ พ.ค.ท. ตอนไหน บรรยากาศการทำงานในป่าเป็นอย่างไร

จนกระทั่งในงานชุมนุมต่อต้านการตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ในไทย มีระเบิดลง และก็เกิดขึ้นแบบนี้กับการชุมนุมอีกหลายที่ มีเรื่องอาจารย์ บุญสนอง บุณโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ถูกยิงตาย มีข่าวการตายของผู้นำนิสิตนักศึกษาและแกนนำขบวนการชาวนาเป็นระยะๆ ตอนที่ถนอม-ประภาสกลับมา ก็มีการชุมนุมที่สนามหลวงแล้วย้ายไปที่ธรรมศาสตร์ เราทำหน้าที่เขียนแถลงการณ์และทำกลุ่มศึกษาในชมรมต่างๆ แต่ในวันที่ 6 ตุลา เราอยู่ที่จุฬา เราก็ออกมาจากจุฬาตอนเช้าและเปลี่ยนที่พักไปเรื่อย จนวันที่ 14 ตุลา 2519 เราก็เข้าป่าตามเพื่อน

​ก็เป็นทหารเล็กๆ ไม่ใช่แกนนำอะไรและทำตามการนำของพรรค มีการพาไปลงนา ไปลงแรง ส่วนคนอื่นๆ ออกไปลาดตระเวน นอกจากการใช้แรงงานทำการผลิต ในด้านสมองก็จะมีการนำหนังสือจากภายนอก ทำหนังสือพิมพ์ มีกลุ่มศึกษาประจำเรียกว่า “โรงเรียนการเมือง” แต่ไม่ได้มีความเข้มข้น เพียงอ่านหนังสือบางบทแล้วมาคุยกัน 

​เราเป็นคนทำหนังสือของพรรค เช่น หนังสือกฎงานลับ เพื่อส่งไปหน่วยงานอื่น ในนั้นเขียนว่า คนที่จะเข้า ​สายจัดตั้ง ย. หรือ ส. ถ้าเป็นลูกของสมาชิกพรรค จะได้รับการพิจารณาก่อน ถ้าเป็นลูกชาวนา กรรมกร หรือคนที่เคยต้องโทษการเมืองจะได้รับการพิจารณาก่อน และก็มีการแบ่งลำดับชั้น พวกญาติๆ พี่น้อง ลูกหลานของฝ่ายนำเอาไปอ่านก่อนและมีเอาหนังสือไปดองเก็บไว้ รวมถึงเครื่องมือของใช้ด้วย มีความอภิสิทธิ์เยอะ ก็คือใช้วิธีคิดแบบทหาร

​แล้วมาจับกลุ่มวิจารณ์และวิจารณ์ตนเอง แต่เรื่องที่วิจารณ์มักเป็นเรื่องจุกจิก ขนาดที่เรื่องไปสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองยังต้องมาเล่าในกลุ่ม เหมือนกับสารภาพบาป มีครั้งหนึ่งที่เราป่วย ก็มีสหายพยาบาลมาถามเราว่าอยากกินอะไร เราก็ตอบไปว่า อยากกินก๋วยเตี๋ยวราดหน้า เลยโดนวิจารณ์ โดนประณามเลยว่ายังติดความคิดนายทุนน้อย แต่จริง ๆ คือการประจาน การประณาม

ทำไมขบวนการประชาธิปไตยปัจจุบัน จึงต้องศึกษาบทเรียนประวัติศาสตร์ช่วงเดือนตุลาคม มากกว่าแค่การรำลึก

​หลัง 14 ตุลากระแสของ พ.ค.ท. และสังคมนิยมสายอื่นๆ เช่นอาจมองว่าเป็นสังคมนิยมยุโรป สังคมนิยมจากนักวิชาการจบนอก พวกนิยมแนวเหมาบ้าง กระแสนิยมสังคมนิยมเข้มข้นมากจนเกิดพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคแนวร่วมสังคมนิยม พรรคพลังใหม่ก็บอกว่าตัวเองเป็นสังคมนิยม พรรคสังคมนิยมในตอนนั้นได้เสนอนโยบายการปฏิรูปที่ดิน การปรับค่าจ้างของชนชั้นแรงงาน การเรียกร้องความเป็นธรรมอื่นๆ มีการนัดหยุดงานเต็มไปหมด มีนักศึกษาเข้าไปเรียนรู้การต่อสู้การใช้ชีวิตของผู้ถูกกดขี่ เรียกว่าเป็นช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน

​ส.ส.จากพรรคสังคมนิยมชนะการเลือกตั้งได้ที่นั่งตั้ง 15 ที่นั่ง จนชนชั้นปกครองต้องรวมหัวกันทำลายขบวนการจนเกิดเหตุการณ์ “วันฆ่าพิราบ” มีการพูดคุยกันในหมู่ชนชั้นนำว่าให้ตายสักสามพันคน อ.ป๋วย ยังเขียนออกมาว่า ชนชั้นนำทั้งชนชั้นไม่พอใจการต่อสู้ของคนชั้นล่างและไม่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

​เหตุการณ์ 6 ตุลา ยังไม่ได้รับการยอมรับ ยังไม่มีในบทเรียนประวัติศาสตร์ ไม่มีการชดเชยชดใช้ผู้เสียชีวิต และจะผูกติด 6 ตุลากับคอมมิวนิสต์ตลอด ไม่มีผู้นำประเทศที่ออกมาขอโทษ ฉะนั้นสหายก็คงจะตอบได้

จากประสบการณ์ของ ฤดี เริงชัย ซึ่งพบว่า พ.ค.ท. มีความคิดคับแคบและกลไก ภายในพรรคไม่มีประชาธิปไตย ไม่มี บรรยากาศถกเถียงแบบวิชาการ และการวิเคราะห์สถานการณ์ในสังคมไทยของพรรคไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง (ฤดี2549: 171 & 262) และการทำงานภายใน พ.ค.ท. ทำให้ปัญญาชนที่เข้าป่าหมดสภาพของความเป็นปัญญาชนและมนุษย์ไป (เกษียร 2543)

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ