โดย วัฒนะ วรรณ
ความฝันของสังคมนิยมคือการเห็นมนุษย์มีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่ชนชั้นปกครองและนายทุน บวกกับชนชั้นกลางไม่พอใจความฝันเหล่านั้นที่กำลังเกิดเป็นกระแสทางการเมือง พวกเขามีฉันทามติร่วมกันในครั้งนั้นว่าต้องทำลายกระแสนี้ เพื่อรักษาอภิสิทธิ์ชนของพวกตนเอาไว้
กระแสความนิยมแนวทางสังคมนิยมสะท้อนออกมาในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๑๘ พรรคฝ่ายซ้าย ๓ พรรคได้ที่นั่งรวมกัน ๓๗ ที่นั่ง พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ได้ ๑๕ ที่นั่ง พรรคพลังใหม่ ได้ ๑๒ ที่นั่ง พรรคแนวร่วมสังคมนิยม ได้ ๑๐ ที่นั่ง นโยบายเด่นๆ เช่น สร้างระบบประกันสังคมให้กับคนทำงาน ปฏิรูปที่ดินเพื่อกระจายที่ดินให้กับชาวนามีที่ดินทำกิน การศึกษาฟรีสำหรับทุกคน การรักษาพยาบาลฟรีสำหรับทุกคน มีหมอพยาบาลที่เพียงพอโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท กระจายอำนาจปกครองสู่ท้องถิ่นในทุกระดับ ให้ท้องถิ่นมีอำนาจปกครองตนเอง คนกลุ่มน้อยสามารถปกครองตนเองได้ ส่งเสริมความเท่าเทียมของสตรี เก็บภาษีก้าวหน้า ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก
เหตุผลที่กระแสสังคมนิยมได้รับความสนใจ ด้วยสังคมไทยถูกแช่แข็งความยากจนมานาน แรงงานถูกกดค่าแรง ชาวนาไม่มีที่ดินทำกิน ระบบการศึกษา สาธารณสุข ไม่ได้รับการใส่ใจ การเมืองการปกครองถูกผูกขาดโดยเผด็จการ ด้วยความไม่พอใจในเรื่องต่างๆ เหล่านั้นหลังขับไล่เผด็จการในยุค ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ออกไปได้ ปัญหาต่างๆ จึงระเบิดออกมา ซึ่งแนวทางสังคมนิยมสามารถตอบสนองต่อการแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านั้นได้ จึงเกิดการต่อสู้ของขบวนการต่างๆ มากมาย
ขบวนการแรงงาน สะท้อนออกมาจากการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในปี ๒๕๑๖ มีการนัดหยุดงานมากถึง ๕๐๑ ครั้ง ในขณะที่ปีก่อนหน้านั้นมีนัดหยุดงานเพียง ๓๔ ครั้งเท่านั้น และในวันที่ ๙ มิถุนายน มีการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ของโรงานทอผ้า ๖๐๐ แห่ง มีคนเข้าร่วมหลายหมื่นคน ยืดเยื้อ ๔ วัน โดยมีขอเรียกร้องให้มีการปรับค่าจ้าง ให้มีสวัสดิการ และมีกฏหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งรัฐบาลยอมรับข้อเรียกร้อง และปรับค่าจ้างขั้นต่ำจากวันละ 12 บาทเป็นวันละ 20 บาท
ขบวนการชาวนา ๑ มีนาคม ๒๕๑๗ ชาวนาหลายพันคนจากจังหวัดภาคกลางเดินทางมาทำเนียบรัฐบาล ยื่นข้อเรียกร้องให้สามารถขายข้าวในตลาดโลกได้ ให้มีการประกันราคาข้าว ควบคุมการส่งออก ลดค่าพรีเมียมข้าว และควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ย ให้ถูกลง ต่อมาปลายเดือนพฤษภาคม ชาวนาเดินทางมายื่นข้อเรียกร้องเพิ่มให้ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินและที่นาที่ถูกโกง จนกลายมาเป็นสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ท้ายที่สุด
องค์กรครู เริ่มมีการเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม นัดชุมนุมกันที่คุรุสภา มีครูหลายองค์กรเข้าร่วม เช่น สมาคมครูโรงเรียนราษฎร์ สมาคมครูนครหลวง ศูนย์พิทักษ์สิทธิครูแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้ครูร่วมกันต้านการทุจริตของโรงเรียน คัดค้านการที่โรงเรียนไล่ครูออกจำนวนมากอย่างไม่เป็นธรรม โดยยื่นข้อเรียกร้อง ๖ ข้อ ให้ รมช.มหาดไทยแก้ปัญหา ให้ครูมีงานทำ
กลุ่มพระสงฆ์ พระภิกษุสามเณรจากวัดมหาธาตุและวัดอื่นๆ หลายร้อยรูป มาชุมนุมกันที่ลานโพธิ์วันมหาธาตุ วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๑๘ มีพระสงฆ์บางรูปอดอาหารประท้วง กลุ่มพระสงฆ์ดังกล่าวเรียกร้องให้ทบทวนพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๕๐๕ ที่สร้างระบอบเผด็จการในหมู่สงฆ์ ด้วยการสร้างมหาเถรสมาคมมาเป็นเครื่องมือ
ขบวนการสตรี กลุ่มผู้หญิงสถาบันต่างๆ สร้างองค์กรสตรีเพื่อเรียกร้องให้สตรีมีสิทธิเท่าเทียมชาย ให้ชายยุติการพิจารณาสตรีในฐานะวัตถุบำเรอความใคร่ มีการเผยแพร่บทความของจิตร ภูมิศักดิ์ อย่างกว้างขวาง เรียกร้องไปไกลกว่าแค่สิทธิสตรีทั่วไป งานของจิตรเรียกร้องให้สนใจสตรีด้อยโอกาส เช่น แรงงานหญิง หญิงบริการทางเพศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สิทธิความเป็นมนุษย์ของตนเองถูกทำลาย ต้องนำร่างกายมาเป็นสินค้า มีการรณรงค์ให้วันที่ 8 มีนาคมเป็นวันตรีสากลเป็นครั้งแรกในไทย มีการใช้คำขวัญ “สตรี เสมอภาค สร้างสรรค์” กันแพร่หลายในยุคนั้น
ขบวนการสิ่งแวดล้อม มีการคัดค้านการสร้างอ่างเก็บน้ำที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่มาบชัน ชลบุรี คัดค้านการไล่ชาวบ้านออกจากป่าของกรมป่าไม้เพื่ออนุรักษ์ป่า องค์กรสิ่งแวดล้อมมองว่า ชาวบ้านไม่ใช่ตัวปัญหาในการทำลายป่า แต่เป็นระบบทุนนิยมที่ทำลายป่าเป็นจำนวนมาก โดยมองว่าชาวบ้านจะช่วยรักษาป่าเสียด้วยซ้ำ รวมถึงคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณู คัดค้านการตั้งโรงงานปิโตรเคมี ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
จะเห็นว่า ข้อเสนอหลายๆ ข้อในยุคนั้น ก็ยังเป็นข้อเสนอในยุคนี้ หลายๆ ข้อในยุคนั้นก้าวหน้ากว่ายุคนี้มาก เช่น การให้ชนกลุ่มน้อยสามารถปกครองตนเองได้ รวมถึงการกระจายอำนาจปกครองในทุกระดับ เรียกร้องเก็บภาษีทรัพย์สิน มรดก ข้อเรียกร้องที่ก้าวหน้าเหล่านั้น เกิดขึ้นเพียงระยะ 3 ปีเท่านั้น แต่สั่นคลอนความมั่นคงของชนชั้นปกครองเดิมเป็นอย่างมาก ซึ่งมันทำให้เรายิ่งฝันถึงสังคมนิยม ด้วยเพราะชนชั้นปกครองในระบบทุนนิยมพร้อมจะปกป้องผลประโยชน์ของพวกตนด้วยวิธีการป่าเถื่อนโดยไม่สนใจชีวิตประชาชนแม้แต่น้อย

