ใด ๆ ในไทยล้วนเศรษฐกิจพอเพียง

โดย รุเธียร

เป็นการเรียกเสียงฮือฮาปนสลดสังเวทโดยเฉพาะกับแวดวงครูเมื่อเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ มอบแนวนโยบายแก้ปัญหาหนี้สินของครูว่า “ก็อยู่แบบพอเพียง มี 20 ก็ใส่ 20 ไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร ไปงานเขาก็ไปช่วยเขาล้างจาน ก็เป็นเกียรติแล้ว ต้องเปลี่ยนค่านิยมพวกเราครับ ในการอยู่อย่างพอเพียง” เป็นเรื่องน่าเวทนาของวงการการศึกษาไทยที่เข้าทำนองเดินหน้าหนึ่งก้าว ถอยหลังอีกสิบก้าว สำหรับการที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนจะจริงจังกับการพัฒนาผู้เรียนหรือเห็นแก่ประโยชน์ทางการศึกษาของกรรมาชีพอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน แต่อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือการที่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงถูกยกมาพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเป็นปรัชญาแห่งสรรพสิ่งที่แก้ไขได้ในทุกสารพันปัญหา

เศรษฐกิจพอเพียงว่าด้วยความพอมี พอกิน พอใช้ รวมถึงหลักสามห่วงสองเงื่อนไข ปรากฏโฉมครั้งแรกเมื่อรัฐไทยต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 2540 ซึ่งมาได้ถูกเวลาพอดีสำหรับชนชั้นกลางในเมืองที่กำลังจะล้มละลาย และต่อมาถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกลับไม่ได้ตั้งรกรากอย่างมั่นคงมากนักโดยเฉพาะกับชนชั้นรากหญ้าเมื่อเทียบกับโครงการประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ

​ หลังจากรัฐประหารปี 49 เป็นต้นมา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นปรัชญาแม่บทที่แผ่ซ่านเข้าไปในทุกวงการตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติ ลามไปถึงแวดวงการศึกษา เศรษฐกิจพอเพียงถูกบรรจุอยู่ในเนื้อหาการเรียนการสอน ตำรา กิจกรรม ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมศึกษา และขยายตัวไปในทุกบริบทของสังคมโดยมีภาพลักษณ์เด่น ๆ อยู่ที่ความมัธยัสถ์บนหลอดยาสีฟันที่ถูกบีบจนบี้แบน วิถีชุมชนอันเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ คนชนบทยิ้มแย้มแจ่มใสใต้ร่มพระอัจฉริยภาพของผู้วางรากฐานปรัชญาดังกล่าว แต่เราจะพบว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา นั่นไม่ใช่ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นวาทกรรมเชิงคำสั่งผสานกับลัทธิบูชาบุคคลที่แอบอิงมากับกลไกการกดขี่ปราบปรามและกลไกทางอุดมการณ์ของรัฐเผด็จการทหาร

แม้จะมีนัยยะของการต่อต้านทุนนิยมสมัยใหม่ในระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นการเผยให้เราได้เห็นโฉมหน้าของ “ทุนนิยมศักดิ์สิทธิ์” ที่พินอบพิเทาต่ออภิสิทธิ์ชนโดยชาติกำเนิด เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจให้เราหนีห่างไปจากความจริงที่ว่า มีชนชั้นนำที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายบนกระดูกสันหลังของอีกชนชั้นหนึ่งที่ทำได้แค่ขายเลือดเนื้อของตัวเองไปในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลเผด็จการทหารเข้ามามีอำนาจ โครงการพอเพียงต่าง ๆ ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดโดยอาศัยงบประมาณของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดการศึกษาในฐานะที่เป็นปรัชญาการศึกษาอย่างหนึ่งและกับชนบทที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของนโยบายประชานิยม ราวกับจะบอกว่า “จงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ อย่าสร้างความเดือดร้อนและดิ้นรนแสวงหาความสุข เพราะนั่นแสดงถึงความไม่พอเพียง” [1] ชนชั้นรากหญ้าถูกสั่งสอนให้พอเพียงทั้ง ๆ ที่ปัจจัยเพื่อการดำรงชีพยังไม่เพียงพอ และนั่นทำให้เราจำเป็นจะต้องย้อนกลับมาหาเศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์กซิสต์ เพื่อสร้างฉันทามติในหมู่ผู้ถูกกดขี่ให้ต่างออกไปว่า เราต่างหากที่เป็นเจ้าของทุกสิ่ง ไม่ใช่พวกเขาที่เอาแต่พร่ำสอนเราให้พอเพียง 

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ