ก้าวต่อไป รื้อฟื้นการต่อสู้ในโรงเรียน

โดย หนามและกลีบกุหลาบของประชา

​                ถ้าให้ทุกคนนึกภาพโรงเรียน จะคิดถึงอะไรกันบ้าง? อาจจะนึกถึงนักเรียนที่ใส่ชุดเครื่องแบบกับชุดข้าราชการสุดเนียบ นอกเหนือจากนั้นอาจจะมีการเทียบเกรดกันเองผ่านระบบการแข่งขันหรือแกล้งกันบ้างตามภาษาซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ (จริงหรือ?) เพราะในตอนปี ๖๓ เรายังสู้เรื่องทรงผมและชุดนักเรียนกันอยู่เนื่องจากมันไม่ได้มีแค่ประเด็นเรื่องเสรีภาพแค่อย่างเดียว แต่มีเรื่องค่าใช้จ่ายอีกด้วย โดยเฉลี่ยแล้วชุดนักเรียนหนึ่งชุดราคาไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ บาททั้งที่ค่าแรงขั้นต่ำวันละ ๓๓๐ บาทเท่านั้น ซึ่งยังไม่รวมค่าเทอมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ​มันไม่ควรเป็น​ปัญหาตั้งแต่แรกที่ต้องผลักภาระให้ผู้ปกครองในด้านค่าใช้จ่ายถ้านักเรียนไม่ต้องมีเครื่องแบบ 

​                แต่รัฐก็ยังกล่าวว่าเครื่องแบบมันส่งเสริม”ระเบียบวินัย”แต่เดี๋ยวก่อนมิใช่ว่านี้คือการทำให้เราคุ้นชินกับการถูกควบคุม เชื่อง ให้ทำตามโดยไม่ตั้งคำถามหรอกหรือ กรัมชี่บอกว่ารัฐไม่ได้มีแต่การปราบปรามบังคับให้คนทำตามอย่างเดียว แต่มีการปลูกฝังแนวคิดความเชื่อผ่านสถาบันทางสังคมเช่นสถานศึกษา เช่นในวิชาหน้าที่พลเมืองที่นักเรียนไม่มีสิทธิในการตั้งคำถามต่อตัวความรู้ได้จริง 

ปัญหาของชุดนักเรียนคือ มันได้อาศัยการทำงานบนแนวคิดของความเป็นข้าราชการที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรัฐที่ลอยอยู่เหนือสังคม ห่างเหินจากกรรมาชีพ เราจะเห็นได้จากแนวทางการแต่งตัวที่เป็นรูปแบบเดียวกันทำให้แตกต่างจากกรรมาชีพ เป็นการทำงานของทุนนิยมที่พยายามสร้างให้คนหนุ่มสาวที่จะเป็นแรงงานในอนาคตมีความเหมือนกันคุ้นชินกับการถูกควบคุมโดยไม่ต้องคิดสร้างสรรค์ สังคมภายในโรงเรียนแบบนี้ไม่สามารถที่จะฟูมฟักนักเรียนให้มีความแตกต่างหลากหลายได้ นักเรียนไม่สามารถสร้างความมั่นใจในการคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ นอกกรอบจารีตเดิมได้ ในเนื้อแท้เป็นดังเครื่องจักรที่ทำลายความแตกต่างหลากหลายที่เกิดจากธรรมชาติของคน รวมถึงที่บอกว่าเครื่องแบบจะลดความขัดแย้งทางชนชั้นเป็นเรื่องที่ไร้สาระอย่างถึงที่สุด! แต่งเครื่องแบบเดียวกันแล้วจะเท่าเทียมทางเศรษฐกิจได้อย่างไร ​ 

​                แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร เสรีภาพของการศึกษา ความยากจนความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา?

                รัฐสวัสดิการเป็นข้อเสนอเฉพาะหน้าภายใต้รัฐทุนนิยม แต่มันไม่สามารถทำเป็นส่วนๆ ได้ เช่น มันไม่สามารถทำเฉพาะการเรียนฟรีได้ ถ้าครอบครัวพ่อแม่ยังยากจน เด็กๆ ยังต้องช่วยทางบ้านหาเงิน จะเอาสมาธิที่ไหนไปเรียน การเพิ่มค่าแรงกับสวัสดิการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่อยู่อาศัยคุณภาพดีราคาถูก การเดินทางฟรี ซึ่งต้องทำพร้อมๆ กับการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าจากคนรวย บริษัทขนาดใหญ่เพิ่ม การอ้างว่าการเพิ่มค่าแรงและเก็บภาษีจาก ’คนรวย’ จะทำลายเศรษฐกิจ นายทุนไม่ลงทุน ซึ่งในด้านหนึ่งมีส่วนจริง ซึ่งเป็นความเลวร้ายของระบบทุนนิยมที่นายทุนมักจะตอบโต้กรรมาชีพด้วยการถอนการลงทุน แต่ก็มีกิจการจำนวนมาก ที่ไม่สามารถถอนการลงทุนได้เช่นกัน แต่สุดท้ายเราไม่สามารถพึ่งพาการปลดแอกกรรมาชีพได้จากโครงสร้างทุนนิยม เพราะจะถูกนายทุนตอบโต้ตลอดเวลา

  ​              ปัญหาของการตั้งคำถามในขบวนการที่ก้าวหน้าในปี ๖๓ นั้นก็คือ เราพยายามจะชูเรื่องเสรีภาพในการแต่งไปรเวท คือเราเริ่มเซ็ตปมของปัญหาไปที่เสรีภาพบนตัวของปัจเจก ในขณะเดียวกันก็ไปพยายามสร้างคู่ขัดแย้งว่าศัตรูของนักเรียนคือคุณครู เป็นผลจากการตัดแนวการวิเคราะห์ทางชนชั้นทำให้สุดท้ายไม่ได้สามารถสร้างข้อเสนอการต่อสู้รูปธรรมได้ นักเรียนไม่รู้สึกว่านักเรียนต้องรวมตัวเพื่อตัวสู้ โดยที่การรวมตัวนั้นไม่ได้หมายถึงแค่การรวมตัวของนักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการรวมตัวกันของครูที่เป็นกรรมาชีพเสียด้วย บางทีเราต้องเพิ่ม “คำขวัญ” จากแค่ “มีเครื่องแบบไปทำไม” เป็น “เราจะรวมตัวกันปลกแอกให้เสรีภาพนักเรียนและครูอย่างไร”

  ​              ถึงเวลาแล้วที่นักเรียนนักศึกษาต้องลุกขึ้นมาจัดตั้งสหภาพหรือองค์กรเพื่อสิทธิและเสรีทางประชาธิปไตย โดยที่ต้องต่อสู้อย่างเป็นองค์รวมและไม่แยกประเด็น เชื่อมโยงประเด็นต่างๆ เข้าด้วยกัน การต่อสู้เพื่อเสรีภาพของนักเรียน กับการต่อสู้เพื่อคุณภาพชีวิตครูเป็นเรื่องเดียวกัน

                ขบวนการปลกแอกนักเรียนและครูจงเจริญ

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ