เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพคือก้าวต่อไปในการสร้างสังคมใหม่

โดย เท็น เตรียมกรรมาชีพ 

              หลายคนอาจคิดว่าเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพคือสิ่งเดียวกับระบอบเผด็จการ ที่รัฐกดขี่และปราบปรามมวลชนที่เห็นต่างด้วยสารพัดวิธี เช่น สลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง ฟ้องร้องดำเนินคดี กักขังนักเคลื่อนไหว หรือบางคนอาจจะนึกถึงเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์ที่กดขี่ขูดรีดแรงงานซึ่งเคยเกิดขึ้นในรัสเซียสมัยสตาลิน หรือจีน ทว่าแท้จริงแล้วรัฐดังว่านั้นไม่ใช่รัฐของชนชั้นกรรมาชีพแต่อย่างใด

นิยามของเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ

              คำว่า “เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” แท้จริงมีความหมายที่แตกต่าง คือเป็นรัฐที่ประชาชนผู้ใช้แรงงานปกครองสังคม และควบคุมต่อต้านการกระทำกดขี่ขูดรีดของชนชั้นนายทุนที่หลงเหลืออยู่  และกรรมาชีพจะมีสิทธิเสรีภาพมากกว่าในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบเช่นระบบทุนนิยมหลายเท่า นอกจากนี้ คำว่า ​”เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” มาจากการที่มาร์กซ์โต้เถียงผ่านงานเขียน The Class Struggles in France 1848-1850 ซึ่งในยุคนั้นคำว่า “เผด็จการ” หมายถึงการครองอำนาจ

มาตราการรัฐเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ

              ในระบบทุนนิยมมีกลไกรัฐต่าง ๆ มากมายที่ใช้ในการปราบปราม และกดขี่ชนชั้นกรรมาชีพ ดังนั้น เพื่อทำลายการขูดรีดโดยนายทุนให้สิ้นซาก เราต้องรื้อทิ้งโครงสร้างและกลไกรัฐเดิม แล้วสร้างรัฐใหม่ขึ้นมาแทน ด้วยมาตราการที่สำคัญดังนี้

  • ยกเลิกกองทัพ และตำรวจที่มีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นปกครอง แล้วฝึกฝนประชาชนให้ดูแลสังคมแทน
  • มีสภาคนงานที่ประกอบด้วยผู้แทนของคนงานที่ถูกเลือกขึ้นมาจากเขตต่าง ๆ และถูกสามารถถอดถอนได้ทุกเมื่อ โดยสภาใหม่นี้เป็นสภาของคนทำงานที่มีอำนาจนิติบัญญัติและบริหารไปพร้อมกัน ไม่เหมือนรัฐสภาแบบทุนนิยมที่ ส.ส. ส.ว.ผู้อำนาจนิติบัญญัติเอาแต่อภิปราย แล้วลงมติตามที่ตกลงกันไว้นอกสภา สุดท้ายก็ลงเอยที่แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อคนธรรมดานัก
  • เจ้าหน้าที่ตุลาการต้องมาจากการเลือกตั้งและถอดถอนได้
  • เจ้าหน้าที่รัฐใหม่ทุกคนล้วนมาจากการเลือกตั้ง, ได้รับเงินเดือนใกล้เคียงกับเงินเดือนกรรมาชีพ และสามารถถูกถอดถอนได้ทุกเมื่อ เนื่องจากชนชั้นกรรมาชีพในระบบทุนนิยมได้ทำการผลิตในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โรงงาน รถไฟ บริการไปรษณีย์ โทรศัพท์ ฯลฯ บนพื้นฐานนี้เอง บรรดาหน้าที่การงานของอำนาจรัฐเก่าจึงสามารถลดอยู่ในระดับปฏิบัติการง่าย ๆ ในด้านลงทะเบียน เก็บเอกสาร และตรวจสอบ จนทุกคนที่รู้หนังสือสามารถทำได้โดยง่ายในอัตราค่าจ้างใกล้เคียงกัน

              มาตรการเหล่านี้นอกจากจะช่วยผนึกผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพ และชาวนายากจนส่วนใหญ่แล้ว ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นสะพานนำการเปลี่ยนแปลงจากระบอบทุนนิยมไปสู่สังคมนิยมได้ด้วย

ภารกิจของรัฐเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ

              แน่นอนว่านี่จะทำให้ชนชั้นนายทุนเสียผลประโยชน์เป็นอย่างมาก ซึ่งพวกเขาจะออกมาต่อต้านเพื่อนำเรากลับไปเป็นแรงงานทาสในระบบทุนนิยมอีกครั้ง แต่พวกเรารู้ดีว่าจะไม่มีทางยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นเป็นอันขาด! ดังนั้น ภารกิจของรัฐเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ คือ ใช้ประชาชนที่ได้รับการฝึกฝนอบรมจัดตั้งต่อต้านนายทุนผู้ขูดรีด และเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เอกชนในปัจจัยการผลิตของเหล่านายทุนมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนรวม

สังคมไร้รัฐ

              เมื่อเหล่ามวลชนผู้ถูกกดขี่ได้ลุกขึ้นก่อการปฏิวัติ ยึดอำนาจรัฐจากชนชั้นนายทุน และเปลี่ยนปัจจัยการผลิตให้กลายเป็นของสังคมส่วนรวม นั่นเท่ากับว่าชนชั้นกรรมาชีพได้ทำลายความแตกต่าง และความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้นทั้งปวง  กล่าวคือชนชั้นกรรมาชีพจะได้ครอบครองปัจจัยการผลิตซึ่งทำให้พวกเขาสิ้นสุดสถานะการเป็นทาสค่าจ้าง และชนชั้นนายทุนก็จะหมดสภาพการเป็นนายทุนต่อไป ถึงตอนนั้นรัฐกรรมาชีพก็จะเริ่มสูญสลายไปเพราะไม่มีชนชั้นใดให้ต้องกดขี่หรือปราบปรามอีกแล้ว มนุษย์จะเข้าสู่สังคมใหม่ที่ไม่มีรัฐ ไม่มีชนชั้น ไม่มีการกดขี่ขูดรีดอีกต่อไปและอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

              ทุกอย่างนี้ดูเพ้อฝันเกินไปไหม ? ฝันแน่นอน แต่อาจไม่เพ้อ คนที่คิดว่าเพ้อฝันก็คงพอใจที่จะเป็นทาสของระบบทุนนิยมตลอดกาล ส่วนพวกเราแรงงานที่มีจิตสำนึกจะพยายามปลดแอกตัวเองให้หลุดพ้นจากการขูดรีดทั้งปวง เราจึงควรมาร่วมกันสร้างสังคมใหม่ที่ไร้ชนชั้น

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ