ชีวิตทางประวัติศาสตร์ของ 6 ตุลาฯ ในสังคมไทย: จิตวิญญาณ ความหมาย และการสั่งสมทางประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติ

โดย ปลายฟ้าสาง คอลัมน์ จากล่างสู่บน

“วิญญาณแห่งการปฏิวัติที่ยังคงหลอกหลอนชนชั้นปกครองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

                เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นับเป็นการนองเลือดทางการเมืองที่แสดงให้เห็นถึงสภาวะทางการเมืองที่อ่อนไหวที่สุดของรัฐไทยในยุคสงครามเย็นที่อุดมการณ์เสรีนิยมและอุดมการณ์สังคมนิยมได้ต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจนำในการนิยาม ‘การมีชีวิตที่ดี’ ที่รูปแบบการมีชีวิตทางเศรษฐกิจเป็นองค์ประกอบสำคัญในการนิยามชีวิตที่ดีดังกล่าว แน่นอนว่าทั้งสองอุดมการณ์นี้ต่างก็ให้ภาพต่อความใฝ่ฝันดังกล่าวแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยอุดมการณ์เสรีนิยมนั้นเน้นไปที่การครอบครองปัจจัยการผลิตทางเศรษฐกิจของปัจเจกชนอันนำมาซึ่งระบบทุนนิยมที่คนในสังคมจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนแข่งขันกันเพื่อที่จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเองในฐานะปัจเจกนั้นมีศักยภาพ “ดี” พอที่จะควบคุมปัจจัยการผลิตอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ ในขณะที่สังคมนิยม ปัจจัยเหล่านี้จะถูกครอบครองร่วมกันโดยสังคม นำมาสู่ภาพของชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  

                การช่วงชิงความหมายดังกล่าวนั้นปรากฏออกมาเห็นภาพชัดที่สุดผ่านการเมืองของการผลิตสร้างความหมายเชิงวัฒนธรรม ในหนังสือ “การเมืองวัฒนธรรมของซ้ายไทย” ของ ธิกานต์ ศรีนารา ได้แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของฝ่ายซ้ายไทยในการสร้างภาพฝัน (imaginaries) ของชีวิตแบบใหม่ของประชาชนจำนวนมากผ่านการสร้างเรื่องเล่าในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ นวนิยาย กวีนิพนธ์ บทเพลง และการตีพิมพ์สื่อต่างๆ เพื่อปลุกจิตสำนึกทางชนชั้นแก่ผู้ใช้แรงงานและประชาชนผู้ถูกกดขี่ทางการเมืองจำนวนมากในไทยตั้งแต่ช่วงพุทธทศวรรษ 2490 เป็นต้นมา อันเป็นผลจากอิทธิพลมาจากคลื่นการเคลื่อนไหวของฝ่ายซ้ายทั่วโลกในช่วงเวลาเดียวกัน (คือคริสต์ทศวรรษ 1960) ซึ่งเป็นการพยายามสะท้อนให้เห็นถึงส่วนหนึ่งของกระบวนการทางวัฒนธรรมที่ทำให้ผู้คนจินตนาการถึงการมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมภายใต้การกดขี่ของชนชั้นปกครองจารีตของไทยและระบบทุนนิยมโลก และเป็นเหตุจูงใจสำคัญที่ทำให้รัฐไทยพยายามกำจัดและทำให้การเคลื่อนไหวของวีรชนรุ่นตุลาฯ ดังกล่าว “ถูกลืม” หรือถูก “ฟอกสี” ให้ปราศจากความเป็นสังคมนิยม เพื่อไม่ให้สังคมไทยได้มีความทรงจำถึงการต่อสู้เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจการเมืองที่ช่วยให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีกว่านี้อย่างเท่าเทียมกัน

                เกือบ 5 ทศวรรษ ที่ผ่านมาเหตุการณ์ 6 ตุลา’ นั้นเปรียบเสมือน “ผี” หรือ “สัมภเวสี” ที่คอยหลอกหลอนชนชั้นนำอนุรักษ์จารีตไทยและคอยย้ำเตือนถึงความป่วยไข้ทางสังคมในยุคสงครามเย็นของประชาคมอาเซียนนี้เรื่อยมา ซึ่งการผลิตสร้างทางวัฒนธรรมของฝ่ายซ้ายในยุคสงครามเย็นนั้นก็ถูกแปรสภาพให้กลายเป็น “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” ในปัจจุบัน และตัวบทเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงวัฒนธรรมทางการเมืองในชีวิตประจำวันของมวลชนผู้ใช้แรงงาน เปรียบเสมือนเป็น “เสียงเพรียกของสัมภเวสี” ที่ ฌาร์ค แดร์ริดา เคยได้เน้นย้ำถึงอุปลักษณ์ของ ‘ผี/สัมภเวสี’ ในงานเขียนของมาร์กซ์ ตั้งแต่ประโยคเปิด “A spectre is haunting Europe -the spectre of communism” อันคุ้นเคยในแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ หรือการเปรียบ “ทุน” ว่าเป็น “ผีดูดเลือด” ที่คอยสูบเลือดเนื้อของมนุษย์จากการบีบบังคับให้มนุษย์กลายเป็นเพียง “แรงงาน” ภายใต้การนิยามของระบบทุนนิยมเพียงเท่านั้น สภาพการณ์การกดขี่ของระบบทุนนิยมนี้เองที่ยังคอยขับเคลื่อนภาพฝันถึงการมีชีวิตที่ดีอีกแบบของผู้คนและทำให้ “ผีของมาร์กซ์” ยังสามารถตามมาหลอกหลอนทุนนิยมได้อยู่เรื่อยๆ แม้สหภาพโซเวียตจะล่มสลายไปแล้วก็ตาม

                 ตั้งแต่การฟื้นตัวของประชาธิปไตยในสังคมไทยหลังรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และโดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้ เราต่างได้เห็นถึงความพยายามในการรื้อฟื้นเจตนารมณ์และประสบการณ์ของวีรชนในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 อย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกลับมารำลึกถึง “จิตวิญญาณการปฏิวัติ” ที่ให้ความสำคัญกับชีวิตของผู้คนเหนือชีวิตของ ‘ผีดูดเลือด’ อย่างทุนนิยม และยิ่งเป็นที่เด่นชัดยิ่งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 เป็นต้นมาที่เหล่าคนรุ่นใหม่ผู้นำพา ‘ความเป็น/ความมีชีวิตชีวา’ แบบใหม่สู่สังคมได้กลับมาสนใจแนวคิดสังคมนิยมพร้อมกับคนรุ่นใหม่ทั่วโลกเพื่อที่จะจินตนาการถึงการมีชีวิตที่ดีกว่านี้อีกครั้ง ด้วยเหตุนี้เอง “ความเป็น 6 ตุลาฯ” ก็จะถูกเรียนรู้ ตีความ และสั่งสมความหมายทางสังคมเพื่อนำไปสู่การต่อสู้เพื่อปฏิวัติสังคมนิยมครั้งใหม่อีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัย

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ