โดย สหายเยเกอร์
ผู้เขียนกำลังอยู่ในวัยนักศึกษา และผู้อ่านอาจเคยผ่านช่วงวัยเรียนมหาวิทยาลัยกันมาและได้เห็นการประกวดดาวเดือน ล่าสุดผมได้เห็นเพื่อนๆ ส่งเสียงตระโกนให้กำลังใจเพื่อนที่อยู่บนเวที บางครั้งเพื่อนเหล่านี้ก็น้ำหูน้ำตาไหลอย่างกับพวกลัทธิชาตินิยม ที่พร้อมจะกีดกันนักศึกษาสาขาอื่นๆ คณะอื่นๆ ว่าตัวแทนสาขาพวกเราสุดยอดฉันใด ตัวแทนของสาขาอื่นก็ย่ำแย่ฉันนั้น นอกจากนั้น การประกวดความงามระดับประเทศก็เป็นกลไกหนึ่งในการส่งเสริมแนวคิดชาตินิยมที่พร้อมจะด่าทอฝ่ายตรงข้ามประเทศอื่นๆ แนวคิดชาตินิยมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดความขัดแย้งทางชนชั้นที่ดำรงอยู่ในสังคม การเรียกร้องความรักชาติ ความสามัคคี มักจะไม่พูดถึงความยากจนของคนส่วนใหญ่ ที่ในสังคมมีคนกลุ่มเล็กๆ ร่ำรวยมหาศาล แนวคิดชาตินิยมยังนำไปสู่การเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการกดขี่แรงงานต่างชาติ สร้างความแตกแยกให้กับชนชั้นกรรมาชีพด้วย
นอกจากนั้น มันส่งเสริมความงามแบบเดียวที่สอดรับกับสินค้าในระบบทุนนิยมที่ต้องขายให้กับกรรมาชีพ แต่การประกวดตามมาตรฐานแบบนี้ ก็เป็นใบเบิกทางให้ขยับฐานะทางสังคม และมันมีลักษณะเป็นการปลอบประโลมจิตใจด้วย ในสังคมที่ลูกหลานชนชั้นล่างถูกพรากศักดิ์ศรีไปตั้งแต่เกิด
ช่วงปี 63-64 ขบวนการคนหนุ่มสาวลงถนนประท้วงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางการเมือง ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และพร้อมกับการปฏิรูประบบการศึกษากับกฎระเบียบล้าหลังและระบบอาวุโส (SOTUS) จากการนำของหลายองค์กร เช่น กลุ่มนักเรียนเลว แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เยาวชนปลดแอก และกลุ่มปลดแอกอื่นๆ ในหลายจังหวัดและหลายสถาบันการศึกษา แต่น่าเศร้าในเวลาต่อมากลุ่มเคลื่อนไหวก็ต้องพบความพ่ายแพ้ หมดกำลังใจ แต่สิ่งที่น่ายินดีในช่วงนั้นคือ ในสถานศึกษามหาวิทยาลัยถูกท้าทายตั้งคำถาม กับกิจกรรมมหาวิทยาลัยการประกวดดาวเดือน,ประชุมเชียร์,รับน้อง ในช่วงนั้นองค์การนักศึกษามหาลัยต่างๆ ต้องออกมาประกาศยกเลิกกิจกรรมเหล่านี้ เช่น ม.ธรรมศาสตร์ , จุฬาฯ , ม.มหิดล , เกษตรศาสตร์ ฯลฯ (เปิดเทอมใหม่วัฒนธรรม “มหาวิทยาลัย” ยกเลิกอะไรบ้าง ? ในกรุงเทพธุรกิจ 7 ก.ค. 65)
ถ้าผู้อ่านตามข่าวเกี่ยวกับระบบโซตัสจะมีมหาวิทยาลัยบางแห่งที่บังคับนักศึกษาปี 1 ตัดผมทรงสกินเฮดหรือผมสั้นหัวโล้น หรือสาขาที่ผู้เขียนเรียนอยู่มีการบังคับไม่ให้ใส่กางเกงยีนส์ทั้งที่ไม่มีเหตุผลชัดเจนว่าทำไม ? แต่คาดว่าเกิดจากเรื่องยกพวกตีกันจึงเป็นเหตุผลห้ามใส่ ในสถานศึกษาในระบบทุนนิยมมักจะสร้างกฎระเบียบจุกจิกน่ารำคาญขึ้นมาควบคุม เพื่อไม่ให้นักเรียน/นักศึกษาเป็นปัญญาชนมีความคิดสร้างสรรค์ ที่จะกล้าแหกกฎระเบียบหรือกล้าลุกขึ้นสู้ปฏิวัติ นี่คือสิ่งที่ชนชั้นกระฎุมพีหวาดกลัว ปัจจุบันยังพบเห็นกิจกรรมเหล่านี้อยู่ ทั้งในมหาวิทยาลัยชั้นนำและมหาวิทยาลัยในระดับรองๆ ลงมา
นักสังคมนิยมสนับสนุนความหลากหลายของปัจเจก ความงามไม่ได้มีแบบเดียว ขึ้นอยู่กับรสนิยม ไม่ควรมีการตัดสินว่าใครสวยไม่สวย ซึ่งไม่เกิดประโยชน์กับสังคมเลยนอกจากธุรกิจของทุนนิยม
ถ้าเราต้องการสังคมที่เคารพกันจริงๆ นักเรียน/นักศึกษาที่จะเตรียมเป็นกรรมาชีพในอนาคตต้องร่วมมือกันหยุดกิจกรรมที่สนับสนุนความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ กิจกรรมที่ทำลายความมั่นใจของผู้คน แต่แค่นั้นยังไม่พอถ้าจะเปลี่ยนสังคมอย่างเป็นรูปธรรมจะต้องใช้อุดมการณ์สังคมนิยม สร้างกลุ่มศึกษาเพื่อเรียนรู้ด้วยกัน ถกเถียงกัน เพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าไม่ใช่การสอนแบบยัดความรู้เป็นผู้ฟังนิ่งเฉยอย่างเดียว เพื่อเรียนบทเรียนจากประสบการณ์ในที่ต่างๆ ทั้งอดีตและปัจจุบัน รวมถึงการจัดตั้งกลุ่มสันนิบาตรเยาวชนหรือพรรคปฏิวัติกรรมาชีพในการต่อสู้กับกระแสหลัก
และที่ลืมไม่ได้คือ ต้องทำแนวร่วมกับครูผู้สอน เพราะครูเป็นกรรมาชีพที่ถูกกดขี่ขูดรีดเช่นกัน ปัจจุบันยังมีประเด็นร้อนแรงเรื่องการถูกกดเงินเดือนต่ำกว่ามาตรฐานที่สังคมปัจจุบันยอมรับ (ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน) และถึงแม้ว่าหลายครั้งครูก็มีความหวังดีต่อนักเรียนและอยากสู้ แต่ยังใช้ความเชื่อเรื่องการศึกษาแบบยัดสมอง เราจะต้องชวนกรรมาชีพครูตั้งคำถามถึงภาระงานเกินหน้าที่ การขูดรีด และความสัมพันธ์ที่ครู “ข่ม” นักเรียนโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย

