โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
วันที่ 11 เดือนกันยายนที่ผ่านมาคือวันครบรอบ 50 ปีของรัฐประหารโหดที่กองทัพชิลีร่วมกับสหรัฐอเมริกาใช้โค่นล้มรัฐบาลสังคมนิยมประชาธิปไตยของประธานาธิบดี ซัลบาดอร์ อาเยนเด หลังจากรัฐประหารครั้งนั้น มีการกวาดล้างฆ่า ทรมาน และจำคุกนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายจำนวนมาก และริเริ่มใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้วภายใต้เผด็จการทหารฝ่ายขวาของนายพล ปิโนเชต์
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศชิลีเมื่อปลายเดือนกันยายน 1973 เป็นกรณีที่ทุกคนน่าจะศึกษา
ประเทศชิลีเป็นประเทศในทวีปอเมริกาใต้ที่เคยมีฉายาว่าเป็น “อังกฤษแห่งอเมริกาใต้” ทั้งนี้เพราะเคยมีระบบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมที่มั่นคงมาร้อยกว่าปี โดยที่พรรคการเมืองฝ่ายขวาของนายทุนตั้งรัฐบาลมาตลอด แต่ในปี 1970 ประธานาธิบดี ซัลบาดอร์ อาเยนเด แห่งพรรคสังคมนิยม ชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก
พรรคสังคมนิยมชิลีเป็นพรรคของกรรมาชีพ
ที่พยายามเปลี่ยนสังคมโดยการปฏิรูปทุนนิยม พรรคนี้พยายามอาศัยกลไกรัฐสภาในระบบประชาธิปไตย เพื่อหวังครองอำนาจรัฐ และเมื่อพรรคสังคมนิยมชนะการเลือกตั้ง ใครๆ ก็เชื่อว่าคงจะสร้างสังคมนิยมได้โดยไม่ต้องมีการปฏิวัติ
ชัยชนะของพรรคสังคมนิยมชิลีเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการต่อสู้ของคนชั้นล่างที่ดุเดือด ก่อนวันเลือกตั้งมีการนัดหยุดงาน 5,295 ครั้ง และเกษตรกรกับคนยากจนก็ออกมาเคลื่อนไหว เพราะประชาธิปไตยรัฐสภาของชิลี ที่ผูกขาดโดยพรรคฝ่ายขวาของนายทุน ไม่เคยสนใจปัญหาความยากจน การตกงาน และความเหลื่อมล้ำในสังคมเลย
หลังจากที่ได้รับชัยชนะ ประธานาธิบดี อาเยนเด ประกาศว่า “เราจะทำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อสร้างระบบสังคมนิยม” นอกจากนี้เขาได้สัญญาว่าจะปฏิรูปที่ดินและเอาบริษัทเอกชนระดับชั้นนำ 150 บริษัทมาเป็นของรัฐ แต่เขาเตือนต่อไปว่าทุกส่วนของสังคมจะต้องร่วมมือกัน และชนชั้นกรรมาชีพจะต้องเสียสละเพื่อสร้างแนวร่วมกับนายทุนโดยยุติการเคลื่อนไหว และลดข้อเรียกร้อง เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้นนายทุนจะไม่ร่วมมือด้วย
ในปีแรกของรัฐบาลใหม่ รายได้จริงของกรรมาชีพเพิ่มขึ้น จำนวนคนตกงานลดลง โรงงาน 90 แห่ง และที่ดิน 30% ของประเทศถูกนำมาเป็นของรัฐ และเศรษฐกิจก็ขยายตัวอย่างน่าชื่นชม
สิ่งที่รัฐบาลใหม่สามารถทำเพื่อกรรมาชีพชิลี ไม่ได้อาศัยการล้มระบบทุนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามก็ต้องนับว่ายังเป็นประโยชน์กับคนธรรมดามากพอสมควร แต่มาตรการ “ค่อยเป็นค่อยไป” ของรัฐบาล อาเยนเด สร้างความไม่พอใจกับนายทุน ดังนั้นนายทุนชิลีจึงพยายามทำลายเศรษฐกิจด้วยการถอนทุนออกนอกประเทศและหยุดการลงทุน นอกจากนี้ นายทุนสหรัฐพยายามห้ามไม่ให้ชิลีกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาอีกด้วย ในขณะเดียวกันสหรัฐยังส่งเงินไปช่วยอุดหนุนนายทหารของกองทัพชิลี
เนื่องจาก อาเยนเด ไม่ต้องการปฏิวัติยกเลิกระบบทุนนิยม ในที่สุดเขาต้องเลือกยอมประนีประนอมกับเงื่อนไขนายทุน ในขั้นตอนแรกก็มีการชะลอมาตรการที่เป็นประโยชน์กับกรรมาชีพ ต่อจากนั้นก็มีการเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายทหารและตำรวจในการ “รักษาความสงบ” มีการนำนายพลอย่างปิโนเชต์เข้ามาในคณะรัฐมนตรีอีกด้วย
แต่การประนีประนอมของรัฐบาลต่อฝ่ายทุนมิได้ทำให้นายทุนร่วมมือมากขึ้นแต่อย่างใด นายทุนเข้าใจดีว่ากรรมาชีพกับนายทุนร่วมมือกันไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลยอมประนีประนอม นายทุนกลับมองว่าเป็นการแสดงความอ่อนแอ จึงทำให้ฝ่ายทุนรุกสู้ต่อไปด้วยการพยายามทำลายเศรษฐกิจ นายทุนบริษัทขนส่งไม่ยอมปล่อยรถออกไปวิ่ง ซึ่งมีผลทำให้ประเทศขาดแคลนอาหารและสินค้าจำเป็นสำหรับประชาชน
อย่างไรก็ตาม กรรมาชีพพื้นฐานชิลีไม่ยกธงขาวยอมแพ้ง่ายๆ คนงานพื้นฐานในเขตอุตสาหกรรมต่างๆ ได้รวมตัวกันสร้างสภาคนงานย่านอุตสาหกรรม (“คอร์โดเนส์”) เพื่อยึดรถบรรทุกจากนายทุนแล้วนำมาขนส่งแจกจ่ายสินค้าเอง และในที่สุดคนงานได้รับชัยชนะ
สภา “คอร์โดเนส์” ซึ่งเป็นสภาคนงานที่สร้างขึ้นกันเองเพื่อประสานการต่อสู้ เป็นหน่ออ่อนที่มีลักษณะคล้ายๆ สภาโซเวียดในการปฏิวัติรัสเซีย 1917 หรือสภาคนงานที่เกิดขึ้นในการปฏิวัติอิหร่านปี 1979 ปรากฏการณ์แบบนี้แสดงให้เราเห็นว่าท่ามกลางการต่อสู้ของกรรมาชีพ มักจะมีการสร้างองค์กรการต่อสู้ที่ประสานงานระหว่างสหภาพแรงงานและสถานที่ทำงานต่างๆ
แต่แทนที่ประธานาธิบดี อาเยนเด จะสนับสนุนการกระทำของกรรมาชีพพื้นฐาน เขากลับมองว่าเป็นการสร้างความ “ไม่สงบ” ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิวัติสังคมนิยมของกรรมาชีพ อาเยนเดจึงสั่งให้ทหารและตำรวจสลายสภาคนงานเหล่านั้น และการกระทำครั้งนั้นได้รับความเห็นชอบจากพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินของประเทศชิลีที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอีกด้วย
หลังจากนั้นชิลีก็เข้าสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ร้ายแรงขึ้นเป็นลำดับ ในช่วงแรกทุกครั้งที่ฝ่ายทุนพยายามยึดอำนาจโดยอาศัยกองทัพ คนงานพื้นฐานและนายทหารชั้นล่างบางคนจะออกมาปกป้องรัฐบาลและเรียกร้องให้รัฐบาลแจกอาวุธให้คนงาน แต่รัฐบาลไม่ยอมฟัง และพยายามบอกให้กรรมาชีพสลายการเคลื่อนไหว เพราะมัวแต่ประนีประนอมกับนายทุนและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ แทนที่จะเลือกข้างกรรมาชีพ เกษตรกรและคนจน
ในที่สุด เมื่อ 11 กันยายน 1973 กองทัพชิลีได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจและจับสมาชิกพรรคสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์ และนักสหภาพจำนวนมาก มีการทิ้งระเบิดทำเนียบของประธานาธิบดี แต่แทนที่ อาเยนเด จะหนีออกนอกประเทศหรือยอมถูกจับ เขาเลือกที่จะตายในทำเนียบแทน
ก่อนที่จะเกิดรัฐประหารในชิลี นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายมีการเตือนกันถึงภัยที่จะมาจากกองทัพและฝ่ายขวา โดยมีการเขียนสโลแกนบนผนังตึกว่า “อย่าลืมอินโดนีเซีย” ซึ่งเป็นความพยายามที่จะกล่าวถึงการทำรัฐประหารโหดของนายพลซุฮาร์โตเมื่อปี 1965 ที่ทำลายรัฐบาลชาตินิยมที่พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียเคยสนับสนุน
ในอินโดนีเซียผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ประกาศในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ว่า การต่อสู้ทางชนชั้นต้องมีความสำคัญน้อยกว่าการต่อสู้เพื่อชาติ ทั้งๆ ที่อินโดนีเซียในช่วงนั้นได้รับเอกราชจากฮอลแลนด์เรียบร้อยไปแล้ว ตันมะละกาอดีตหัวหน้าพรรคเคยเรียกร้องให้ประชาชนสนับสนุนรัฐบาลแนวร่วมที่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากทุกชนชั้นและกองทัพ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีซูการ์โน และพรรคมักจะเน้นความสำคัญของการเสียสละของฝ่ายแรงงานต่อผลประโยชน์ของชาติ ในปี 1957 หลังจากที่กรรมาชีพยึดธุรกิจของฮอลแลนด์มาบริหารเอง พรรคยอมให้กองทัพอินโดนีเซียเข้ามายึดกิจการเหล่านั้นคืนจากสหภาพแรงงาน และในช่วงปี ค.ศ. 1960-1962 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ พรรคคอมมิวนิสต์ไม่ยอมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของแรงงาน เพราะพรรคทำแนวร่วมสนับสนุนประธานาธิบดีซูการ์โนและไม่อยากสร้างความขัดแย้ง
รัฐประหาร 1965 ในอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและอังกฤษ ทำให้นักเคลื่อนไหวคอมมิวนิสต์ถูกฆ่าตายเกือบ 1 ล้านคน ก่อนหน้านั้นพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียเคยเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในโลกในหมู่ประเทศที่อยู่ภายนอกเครือข่ายรัสเซีย-จีน และมีสมาชิกถึง 20 ล้านคน มันเป็นบทเรียนราคาแพงจากการประนีประนอมกับฝ่ายทุนและทหาร
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชิลีปี 1973 ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น ใครที่ไม่สนใจประวัติการต่อสู้สากลจะไม่มีวันเข้าใจการเมืองของประเทศตนเอง นอกจากสหรัฐอเมริกามีความต้องการที่จะทำลายแนวสังคมนิยมทั่วโลกแล้ว สถานการณ์ที่นำไปสู่การขึ้นมาของฝ่ายซ้ายในชิลี เป็นส่วนหนึ่งของการลุกฮือของคนรุ่นใหม่ในยุคนั้นเพื่อพยายามปลดปล่อยตัวเองจากสังคมอนุรักษ์นิยมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ตัวอย่างเช่นการลุกฮือที่ปารีสในปี 1968
ประมาณสองอาทิตย์หลังจากที่รัฐบาลอาเยนเดถูกทำลายในชิลี นักศึกษาและกรรมาชีพไทยได้ลุกขึ้นทำลายระบบเผด็จการทหารของ ถนอม ประภาส ณรงค์ และหลังจากนั้นเป็นเวลาสามปีก็มีระบบประชาธิปไตยทุนนิยมเกิดขึ้นในไทย มีการขยายตัวของแนวคิดฝ่ายซ้ายและคนที่สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเพิ่มขึ้น มีการนัดหยุดงานและการเคลื่อนไหวของเกษตรกร แต่ในขณะเดียวกัน นายทุนไทยและทหารก็ไม่พอใจในสิทธิเสรีภาพและข้อเรียกร้องต่างๆ ของกรรมาชีพและชาวนาในช่วงนั้น เขาจึงวางแผนทำลายประชาธิปไตยด้วยความเหี้ยมโหดในรัฐประหารวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เพียงสามปีหลังจากที่นายทุนชิลีทำรัฐประหาร ปัญหาคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหันหลังให้กับกรรมาชีพในเมือง เพื่อไปทำสงครามกับรัฐบาลไทยในป่า แทนที่จะปลุกระดมเตรียมตัวให้มีการล้มฝ่ายขวาในกรุงเทพฯ
ทุกวันนี้ในชิลี กาเบรียล บอริก อดีตนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2021 ท่ามกลางกระแสการประท้วงของคนหนุ่มสาว กำลังประนีประนอมกับฝ่ายขวาตามสูตรนักปฏิรูป ประชาชนคนจนจำนวนมากกำลังเดือดร้อนแต่รัฐบาลไม่มีข้อเสนออะไรที่เป็นประโยชน์กับเขาเลย บอริก เริ่มประนีประนอมกับฝ่ายนายทุนตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งด้วยซ้ำ เริ่มใส่สูทและตัดผมให้สั้นลง และในการปราศรัยหลังชนะการเลือกตั้ง ก็ประกาศว่าจะเป็นประธานาธิบดีของประชาชน “ทุกคนทุกชนชั้น” ไม่ใช่แค่ของกรรมาชีพ คนจน หรือผู้ถูกกดขี่ นับว่าล้าหลังกว่านโยบายของอาเยนเดในอดีต
บทเรียนจากชิลี 50 ปีมาแล้ว คือ
1. ชนชั้นนายทุนจะไม่มีวันยอมยกผลประโยชน์ให้ชนชั้นกรรมาชีพและเคารพประชาธิปไตย แต่จะใช้ความรุนแรงปกป้องผลประโยชน์ตัวเองตลอด
2. การประนีประนอม เรียกร้องให้กรรมาชีพกับคนจนเสียสละ เพียงแต่สร้างความอ่อนแอให้กับฝ่ายเรา โดยที่ไม่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเลิกคุกคาม
3. พวกสังคมนิยมปฏิรูป ในที่สุดต้องเลือกระหว่างการปกป้องระบบทุนนิยมกับการเดินหน้าสร้างสังคมใหม่ ในรูปธรรมเขาอาจพร้อมจะใช้กองกำลังของรัฐทุนนิยมสลายการเคลื่อนไหวของกรรมาชีพ
4. ทั้ง ชิลี ไทย และ อินโดนีเซีย แสดงถึงความสำคัญของเครือข่ายกรรมาชีพรากหญ้า และพลังของกรรมาชีพที่จะเปลี่ยนสังคมถ้าไม่ถูกหักหลังหรือสั่งให้สยบยอมโดยคนที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายซ้าย”
5. ชิลีและที่อื่นพิสูจน์ว่าการสร้างพรรคสังคมนิยมปฏิวัติเพื่อเชื่อมโยงการต่อสู้ของกรรมาชีพ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพรรคปฏิรูป และพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลิน-เหมาไม่ยอมนำการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพ

