ทำไมการว่างงานเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

โดย พัชณีย์ คำหนัก

                จากรายงานสถานการณ์ปัญหาการว่างงานตลอด 10 ปีมานี้ ได้พาเราไปสู่การตั้งคำถามว่า ทำไมตัวเลขอัตราการว่างงาน 100 คน มีเพียง 1-2 คนเท่านั้น ซึ่งต่ำมาก (ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 4.3 แสนคนของจำนวนกำลังแรงงานทั้งหมด 40 ล้านคน) แม้ในช่วงของการแพร่ระบาดโควิด-19 อัตราการว่างงานไม่ถึง 10% ทั้งที่มีการเลิกจ้าง ปิดเมือง หยุดผลิตชั่วคราว ในขณะที่ประเทศในแถบยุโรปมีคนว่างงานมากกว่าไทย อีกทั้งยังมีการรายงานความเป็นอยู่ของแรงงานว่าย่ำแย่ ค่าจ้างและสวัสดิการต่ำ ค่าครองชีพสูงและรายได้ถดถอย ไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีการสืบค้นถึงนิยามของคนว่างงานที่ใช้กันทั่วโลก ซึ่งคือ ผู้ที่ไม่มีงานทำหรือทำงานน้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และวิธีการคำนวณอัตราการว่างงาน ที่แรงงานนอกระบบราว 20 ล้านคน เช่น คนทำงานในภาคเกษตร พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย และคนวัยเกษียณที่ยังอยากทำงาน ไม่ถูกนับรวมในการสำรวจข้อมูลสถิติคนว่างงาน นอกจากผู้ว่างงาน ยังมีผู้เสมือนว่างงานหรือว่างงานแฝง ที่ทำงานต่ำว่า 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวน 3.4 ล้านคน พร้อมกันนั้น สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานจำนวนผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกของปีนี้ ราว 6 แสนคน รวมผู้มีงานทำทั้งหมด 39.7 ล้านคน เหล่านี้ทำให้เราเห็นว่า การรายงานอัตราว่างงานใช้เกณฑ์ต่ำ ไม่ได้คิดคำนวณอย่างรอบด้าน ไม่สะท้อนจำนวนที่แท้จริง ไม่คำนึงในเชิงคุณภาพของงานคือการจ้างงานไม่มั่นคงและด้อยมาตรฐาน เช่น งานโรงแรม การจ้างงานอิสระปราศจากการคุ้มครองและสวัสดิการ เช่น คนงานแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือการจ้างงานบางเวลา (พาร์ทไทม์) ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและเสี่ยงตกงาน แต่ก็ไม่ได้นำเสนอต่อประชาคมโลกอย่างชัดเจน 

      ​ ​อย่างไรก็ตาม หากจะวิเคราะห์การว่างงานให้เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจ เราสามารถพิจารณาจากประเภทของการว่างงานได้ ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ การว่างงานชั่วคราว (อยู่ในช่วงหางาน เปลี่ยนงาน) การว่างงานตามโครงสร้างและตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (ประภัสสร คำสวัสดิ์ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ ม.ศรีปทุม. ระบบเศรษฐกิจกับบัญหาการว่างงาน. ในวารสารวิชาการศรีปทุม ชลบุรี ไม่ระบุปีที่พิมพ์) ซึ่ง 2 ประเภทหลังทำให้เราสงสัยตรรกะของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนี้ว่า เป็นสาเหตุให้เกิดการว่างงานตลอดเวลาหรือไม่ อย่างไร 

การว่างงานคือคุณลักษณะหนึ่งของลัทธิทุนนิยม

                การว่างงานที่เกิดจากโครงสร้างและวัฏจักรขึ้นๆ ลงๆ ของระบบเศรษฐกิจสามารถอธิบายรวมกันได้ คือ เนื่องด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจทุนนิยมที่ประกอบไปด้วยการผลิต การลงทุนและการค้า เมื่อมีการแข่งขันกัน ก็จะนำมาซึ่งการใช้เครื่องจักรเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิต การเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ การสร้างผลิตภัณฑ์และรสนิยมใหม่ๆ ทำให้ต้องยกเลิกสินค้าล้าสมัย หรือการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้วยการผูกขาด ควบรวมกิจการ การย้ายฐานการผลิต หรือหากความไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทอื่นได้ ไม่มีคำสั่งซื้อ จึงต้องเลิกกิจการ หรือลดต้นทุน ลดขนาดองค์กร ใช้นโยบายลดจำนวนลูกจ้างประจำถาวรเป็นจ้างเหมา ซับคอนแทร็ค ซึ่งล้วนกระทบต่อแรงงาน คือมีการเลิกจ้างที่ก่อให้เกิดการว่างงาน  ดังนั้น การเลิกจ้างส่วนใหญ่จึงมาจากเหตุผลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายนายจ้าง

                สำหรับการว่างงานตามวัฎจักรขึ้นๆ ลงๆ ของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม คือ มีการเติบโตและเกิดวิกฤตเป็นวงจร ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจถดถอย อำนาจซื้อของประชาชนลดลง สินค้าขายไม่ออก ก็จะเห็นปรากฏการณ์เลิกจ้างล็อตใหญ่ ทั้งแบบสมัครใจและบีบบังคับ และเมื่อความต้องการว่าจ้างแรงงาน (อุปสงค์สำหรับแรงงาน) มีน้อยกว่าความต้องการขายแรงงาน (อุปทานของแรงงาน) ในระบบเศรษฐกิจก็จะเกิดการว่างงาน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลหลายประเทศมุ่งลดปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูงด้วยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ทำให้การผลิตชะลอตัว และทำให้อุปทานการผลิตลดลง (ซึ่งลดลงมาตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19) จึงทำให้การจ้างงานน้อยลง แต่การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ไม่สำเร็จเพราะเงินเฟ้อยังคงสูงต่อเนื่อง สาเหตุแท้จริงนั้นมาจากการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าของกลุ่มนายทุนรายใหญ่ เช่น เชื้อเพลิง พลังงาน ถ่านหิน ไฟฟ้า ยา อาหาร ค้าปลีก มากกว่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

                นักวิชาการกระแสหลักมักไปไม่ถึงการวิเคราะห์ปัญหาการว่างงานที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในระบบทุนนิยม หากมองในมุมมองเศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์กซิสต์ จะเห็นว่า การว่างงานเป็นคุณลักษณะหนึ่งของลัทธิทุนนิยมนับตั้งแต่กลายเป็นระบบสังคมในอังกฤษในยุคศตวรรษที่ 17 และแพร่กระจายไปทั่วโลก ทั้งยังเป็นส่วนสำคัญของระบบด้วย เพราะผู้ว่างงานเป็นตัวขับเคลื่อนผลกำไร ซึ่งทำให้เศรษฐกิจทุนนิยมดำเนินต่อไป เพราะทุนมีอำนาจล้นในการจัดการกับอุปทานแรงงานส่วนเกิน พร้อมๆ กับจัดการระดับอุปสงค์ของตัวเอง (จะว่าจ้างเท่าไหร่ก็ได้) และรัฐยังเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนในการขยายการลงทุน เช่น ลดภาษี ลดกฎระเบียบ ฉะนั้น ทุนจึงมีบทบาทในการผลิตการว่างงานเท่าๆ กับการสร้างงานด้วย ไม่ใช่แค่ผู้สร้างงานตามที่โฆษณาชวนเชื่อกัน ดังนั้น  เราจึงไม่สามารถพึ่งพานายทุนร่ำรวยที่จะสร้างงานได้ ชนชั้นนายทุนไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธนาคารและบริษัทใหญ่ๆ ไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อสร้างงาน แต่เพื่อหากำไรจากการจ้างคนงาน เมื่อพวกเขาต้องการผลผลิตเพิ่ม ก็จะจ้างพนักงานเพิ่ม แต่เมื่อไม่สามารถหาผู้ซื้อสินค้าหรือบริการได้ พวกเขาก็ลดจำนวนและเลิกจ้างพนักงาน ซึ่งมีนัยยะถึงการแข่งขันและการผลิตล้นเกินในเวลาที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู มีการจ้างงานเต็มที่ แต่ถ้าเกิดภาวะเศรษฐกิจผันผวนหรือถดถอย ก็จะเลิกจ้าง และเกิดกองทัพคนว่างงานที่มีทั้งคนว่างงานชั่วคราวและถาวร

                อีกประเด็นหนึ่งคือ การไม่ยอมรับปัญหาการว่างงานของคนในสังคม ทำให้เกิดการจ้างงานด้อยมาตรฐาน คือ เมื่อมีผู้ว่างงานและผู้เสมือนว่างงานจำนวนมากเพราะระบบไม่สามารถสนองต่อความต้องการของคนหางานได้ทุกคน ธุรกิจต่างๆ จึงสามารถเลือกได้ว่าตนจะจ้างใคร ซึ่งผู้ที่จะได้รับผลกระทบอย่างยิ่งคือ เยาวชน ผู้หญิง คนอายุมาก กล่าวคือ เมื่อมีผู้มีประสบการณ์จำนวนมากตกงานและเสมือนตกงาน  บริษัทต่างๆ สามารถจ้างคนที่ไม่ต้องการการฝึกอบรมได้ เราจึงเห็นการจ้างงานเยาวชนในงานบางประเภทด้วยค่าแรงขั้นต่ำ เช่น ธุรกิจโรงแรม ซึ่งนายจ้างได้ประโยชน์จากาภาวการณ์ว่างงานสูง คนงานจะแข่งขันกันเอง แย่งชิงงาน ยอมตัดราคาค่าแรงกัน ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่เพียงพอกับการดำรงชีพ ซึ่งนำไปสู่การบ่อนทำลายความสามัคคีของชนชั้นแรงงาน ทำให้การจัดตั้งสหภาพแรงงานเป็นไปได้ยากขึ้น

                สรุปแล้ว ทุนนิยมเป็นระบบที่ไม่มั่นคงโดยเนื้อแท้ คือมีช่วงเติบโตอย่างรวดเร็ว ที่อัตราการว่างงานค่อนข้างต่ำ และช่วงถดถอยจนเป็นวิกฤต ซึ่งจะมีคนถูกเลิกจ้างตกงานเป็นจำนวนมาก แม้แต่ในสหรัฐฯ และประเทศทุนนิยมก้าวหน้าส่วนใหญ่ก็กำลังประสบกับวิกฤติที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปี และแตกต่างจากวิกฤตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แทนที่จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและคงอยู่ได้นาน แต่กลับอยู่ในภาวะตกต่ำและซึมเศร้า (Art Perlo. October 17, 2011. Capitalism and unemployment. ในเว็บไซต์ People’s World)

                คาร์ล มาร์กซ์ นักเศรษฐศาสตร์การเมืองสังคมนิยม มองว่า การว่างงานเป็นผลมาจากแรงผลักดันพื้นฐานของลัทธิทุนนิยม พลังแรงงานเป็นสินค้าที่คนงานขายในตลาด ซึ่งทุนทำได้สองอย่าง คือ ถ้าต้องการลดต้นทุนด้านแรงงาน ก็จะเพิ่มอุปทานด้วยการบังคับคนชนชั้นใหม่ เช่น ชาวนา ให้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ขายแรงงาน หรือถ้าต้องการลดความต้องการจ้างงานลง ก็จะนำเครื่องจักรอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิตที่จ้างแรงงานเข้มข้น

                ดังนั้น ระบบทุนนิยมจึงมีแรงผลักดันโดยธรรมชาติในการมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อปฏิวัติการผลิต ผลลัพธ์หลักคือการลดสัดส่วนของแรงงานที่มีชีวิตต่อ “แรงงานที่ตายแล้ว” (คือเครื่องจักรและวัสดุในการผลิต) มาร์กซ์ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ในขณะที่นายพลชนะสงครามด้วยการเกณฑ์คนมารับใช้กองทัพ นายทุนก็ชนะสงครามการแข่งขันด้วยการเลิกจ้างคนงาน นำเทคโนโลยีมาทดิแทนคนงานหลายตำแหน่ง คนงานจึงถูกโยนลงถนนเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “กองทัพสำรองอุตสาหกรรม” คือแรงงานที่ใช้แล้วทิ้งนั่นเอง และกองทัพแรงงานอุตสาหกรรมนี้สามารถนำมาใช้ได้หลายวิธี หนึ่งคือการจัดหาแรงงานจำนวนมากในเวลาและสถานที่ที่มีความต้องการ  และอีกวิธีคือ เป็นกลุ่มที่ต่อต้านคนที่มีงานทำ โดยกดดันค่าจ้างให้ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น กำลังแรงงานส่วนเกินจึงเป็นผลผลิตจากความจำเป็นของการสะสมทุนและการดำรงอยู่ของระบบทุนนิยม

การต่อสู้เพื่องานมั่นคงของชนชั้นแรงงาน

                คนทำงานส่วนใหญ่ตระหนักถึงสถานการณ์นี้ คำถามสำคัญคือ เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้หรือไม่ เรามักเห็นการต่อสู้เพื่องานด้วยการเข้าไปกำหนดนโยบายเพื่อเอาชนะวิกฤติเศรษฐกิจและบรรเทาความทุกข์ยากให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ให้มีการสร้างงานที่ถาวรและมีคุณภาพมากขึ้น การต่อสู้เพื่องานจึงเป็นไปเพื่อให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดี  ด้วยหลักการสังคมนิยมคือ ประชาชนย่อมมาก่อนกำไร แต่ท้ายสุดเราอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาว่างงานของระบบนี้ได้อย่างถาวร ในฐานะมาร์กซิสต์ เราจำเป็นต้องพูดถึงการปฏิวัติสังคมและการสร้างรัฐกรรมาชีพขึ้นใหม่ ที่มีภารกิจสำคัญคือการจัดตั้งแรงงานที่มีความก้าวหน้าทางการเมืองให้เป็นแนวหน้าของการปฏิวัติและรวมกลุ่มคนทำงานและนักเคลื่อนไหวจัดตั้งองค์กรปฏิวัติอย่างจริงจัง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ