การต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่ เทียบกับความรุนแรงของผู้กดขี่ไม่ได้

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์ 

​              เมื่อไม่นานมานี้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ซึ่งเคยเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่าเราไม่ควรกล่าวถึงเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ว่าเป็น “อาชญากรรมรัฐ” หรือถ้าจะใช้คำว่าอาชญากรรมก็ต้องใช้กับแนวทางต่อสู้แบบจับอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ด้วย

​              เราชาวมาร์คซิสต์คงไม่แปลกใจกับความเสื่อมทางการเมืองของนักวิชาการบางคนที่เคยมีภาพว่า “ก้าวหน้า” สมศักดิ์ไม่ใช่คนแรกและคงไม่ใช่คนสุดท้ายที่ออกอาการแบบนี้ แต่หัวใจของเรื่องคือการที่เขาไม่แยกแยะระหว่างการใช้ความรุนแรงของรัฐกับการใช้ความรุนแรงของประชาชนชั้นล่างเพื่อป้องกันตัวจากรัฐ พูดง่ายๆ ไม่มีการใช้จุดยืนทางชนชั้นในการทำความเข้าใจกับความรุนแรงเลย

​              ถ้าเราศึกษาหนังสือ “รัฐกับการปฏิวัติ” ของเลนิน เราจะเข้าใจว่า “รัฐทุนนิยม” มีไว้เพื่อใช้ “อำนาจพิเศษสาธารณะ” ในการกดขี่ชนชั้นกรรมาชีพและเกษตรกร โดยยึดผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนเป็นหลัก “ชนชั้นนายทุน” ประกอบไปด้วยนายทหารชั้นสูง ข้าราชการชั้นสูง คนที่มีตำแห่งสูงในสังคม และนายทุนเอกชน นอกจากนี้ เราต้องเข้าใจว่ารัฐมันมากกว่าแค่รัฐบาลอีกด้วย

              ​“อำนาจพิเศษสาธารณะ” ของรัฐที่ชาวมาร์คซิสต์พูดถึง อาศัยวิธีควบคุมสังคมสองวิธี

​              (๑) ปราบปราม โดยใช้อำนาจดิบของความรุนแรง ผ่านกองกำลังทหาร ตำรวจ ศาล และคุก

​              (๒) หลอกลวง คือ การสร้างระเบียบและความชอบธรรมกับการปกครองของรัฐนายทุน ให้ผู้ถูกปกครองยอมรับอำนาจรัฐ และวิธีที่สำคัญคือการวางตัวของรัฐให้ห่างเหินแปลกแยกจากสังคม เพื่อให้ดูเหมือนว่า “เป็นกลาง” 

​              การหลอกลวงดังกล่าวช่วยให้คนเข้าใจผิดว่าความรุนแรงของรัฐ และความรุนแรงของคนชั้นล่างเหมือนกัน หรือหลงคิดว่าการใช้ความรุนแรงของรัฐมีความชอบธรรม

ตากใบและ ๖ ตุลา คือสองกรณีของอาชญากรรมรัฐไทย

​              ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ กองกำลังติดอาวุธของรัฐไทยได้สลายการชุมนุมของชาวบ้านที่ตากใบจังหวัดนราธิวาส ชาวบ้านที่มาประท้วงหน้า ส.น.ตำรวจในวันนั้นประกอบไปด้วย ชาย หญิง และเด็ก สาเหตุที่มาประท้วงก็เพื่อให้ตำรวจปล่อยตัวชาวบ้านที่ถูกจับในข้อหานำอาวุธไปให้พวกกบฏ ชาวบ้านกลัวว่าผู้ที่ถูกตำรวจจับจะหายตัวไปหรือถูกซ้อมตามเคย และคนเหล่านั้นจะไม่ได้รับความยุติธรรม

​              นอกจากจะมีการใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำใส่ผู้ประท้วงและใช้ก๊าซน้ำตาแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐได้ยิงกระสุนปืนใส่ชาวบ้านตาย 6 คน บาดเจ็บอีกมากมาย ในขณะที่ฝ่ายชาวบ้านไม่มีอาวุธแต่อย่างใด หลังจากที่สลายการชุมนุมดังกล่าว ทหารและตำรวจก็บังคับให้ชายทุกคนนอนลงกับพื้น บังคับถอดเสื้อ เตะตี แล้วมีการมัดมือไว้ข้างหลัง ต่อมาทหารก็โยนชายเหล่านั้นขึ้นรถทหารที่ไม่มีหลังคา มีการบังคับให้นอนทับกันหลายชั้น ชายเหล่านั้นไม่ได้กระทำความผิดอะไรทั้งสิ้น แค่มาประท้วงตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย หลังจากนั้นชายหนุ่มที่โดนจับถูกนำไปส่งที่ค่ายอิงคยุทธิ์ ซึ่งใช้เวลาเดินทางกลางแดดหลายชั่วโมง พอรถทหารถึงค่ายอิงคยุทธิ์ปรากฏว่ามีคนตายนอนอยู่ข้างล่างในรถทหารหลายคัน ตายทั้งหมด 78 ศพ ดังนั้น เราต้องสรุปว่าเป็นการ “จงใจฆ่าประชาชน” โดยรัฐไทย

​              หลังเหตุการณ์ที่ตากใบครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีทักษิณออกมาชมทหารและตำรวจ และรัฐบาลก็โกหกว่าคนที่เสียชีวิตไป ตายเพราะ “อุบัติเหตุ”

​              ในความจริง กองกำลังของรัฐไทยติดอาวุธครบมือ ได้ล้อมการชุมนุมที่ยังสงบอยู่ มีการปิดล้อมไม่ให้คนหนี การสลายการชุมนุมกระทำไปเพื่อจับคนและลงโทษโดยไม่ขึ้นศาล และเพื่อสร้างความกลัวกับชาวปาตานีไม่ให้เขากล้าออกมาประท้วงอย่างสันติอีก และไม่ให้เขากล้าลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน สิ่งที่อยู่เบื้องหลังที่สำคัญสำหรับรัฐไทยคือไม่ต้องการที่จะให้ชาวปาตานีกำหนกอนาคตของตนเอง เพราะเสี่ยงกับการแบ่งแยกดินแดนซึ่งจะทำให้รัฐไทยดูอ่อนแอ และขัดกับผลประโยชน์ชนชั้นปกครองไทย

              ​เหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นความรุนแรงของรัฐไทยที่กระทำต่อคนหนุ่มสาวที่ต้องการประชาธิปไตยและสร้างความเป็นธรรมในสังคม ผู้ที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่พอใจที่เผด็จการถนอมกลับมาเมืองไทยหลังเหตุการณ์นองเลือด ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เพราะในปี ๒๕๑๖ ถนอมเคยสั่งให้ทหารกราดยิงนักศึกษาที่ไม่ได้ถืออาวุธ

​              ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กองกำลังของรัฐไทยติดอาวุธครบมือได้ล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และระดมกำลังบุกเข้าไปปราบ ฆ่าฟัน และสลายการชุมนุมของนักศึกษาที่ชุมนุมกันอย่างสันติ การกระทำครั้งนั้นไม่ได้ทำเพื่อ “รักษาความสงบ” เพราะการชุมนุมมันสงบอยู่แล้ว การกระทำไม่ได้ทำเพื่อสลายการชุมนุมและให้คนกลับบ้าน เพราะกองกำลังของรัฐปิดช่องทางทั้งหมดที่พอจะหนีออกจากธรรมศาสตร์ได้ บางคนที่หนีลงแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างนักศึกษาพยาบาลหญิง ก็ถูกยิงทิ้งกลางแม่น้ำ ดังนั้นการสลายการชุมนุมกระทำเพื่อทำลายขบวนการนักศึกษาต่างหาก

​              นักการเมืองฝ่ายขวาหลายคนอ้างว่าในช่วงก่อน ๖ ตุลา ประเทศไทยมีประชาธิปไตย “มากเกินไป” เพราะมีการประท้วงและนัดหยุดงานบ่อย แต่ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ต้องลี้ภัยในอังกฤษหลังเหตุการณ์ อธิบายว่า สิทธิเสรีภาพในการประท้วงตามหลักการประชาธิปไตยเป็นสิ่งจำเป็นถ้าสังคมจะมีความเป็นธรรม “การปรับสถานการณ์ต่างๆ ในสังคมให้ดีขึ้น (เช่นการปฏิรูปที่ดิน ฯลฯ) เกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย การกดดันให้นายจ้างหัวแข็งลงมาเจรจากับลูกจ้างทำได้อย่างไรถ้าไม่นัดหยุดงาน? การกดดันให้รัฐบาลออกมาแก้ไขปัญหาชาวบ้านที่มีกับบริษัทเหมืองแร่ทำได้อย่างไรถ้าไม่ประท้วง?”

​              ในวันที่ ๖ ตุลาคม ข้างนอกธรรมศาสตร์มีม็อบอันธพาล ประกอบไปด้วย ลูกเสือชาวบ้าน นวพล และกระทิงแดง ซึ่งก่อความรุนแรงเสริม มีการทุบตีนักศึกษา แขวนคอ มีการเผาทั้งเป็น และการทำความโหดร้ายป่าเถื่อนอื่นๆ กลุ่มอันธพาลเหล่านี้ โดยเฉพาะลูกเสือชาวบ้าน ได้รับการสนับสนุนก่อนหน้านั้นจากรัฐบาล ตำรวจตระเวนชายแดน และชนชั้นนำของรัฐไทย เราจึงพูดได้ว่าเป็นม็อบจัดตั้งของรัฐ ไม่ใช่ประชาชนธรรมดา

​              ถึงแม้ว่าการปราบปรามในเช้าวันที่ ๖ ตุลาคม เป็นการกระทำต่อขบวนการนักศึกษาเป็นหลัก แต่เป้าหมายโดยรวมน่าจะเป็นการทำลาย “ฝ่ายซ้าย” ในประเทศไทยดังที่ พลตรีประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทยในยุคนั้นเคยชูคำขวัญ “ขวาพิฆาตซ้าย” ในแง่หนึ่งเราอาจมองได้ว่าการทำลายขบวนการนักศึกษาในวันที่ ๖ ตุลาคม เป็นการทำลายขบวนการในสังคมไทยที่มีเจตนาและความสามารถเพียงพอที่จะนำมวลชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่เป็นธรรม หรือการสร้าง ”สังคมนิยม” เราไม่ควรลืมว่าองค์กรนักศึกษาเป็นแกนนำสำคัญที่ล้มเผด็จการทหารและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตั้งแต่ก่อนยุค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เสียอีก

​              หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ นักศึกษาจำนวนมากพยายามเข้าป่าไปร่วมกับ พคท. ในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร นักศึกษาจำนวนมากในยุคนั้น ปลื้มกับแนวคิดของ พคท. แต่คนที่เป็นสมาชิก พคท. มีน้อยมาก เพราะการเข้าเป็นสมาชิกเป็นเรื่องยุ่งยากและใช้เวลา พร้อมกันนั้น พคท. ไม่ไว้ใจนักศึกษาว่าจะทำตามคำสั่งของพรรค และ พคท.ไม่สนใจที่จะสู้กับรัฐบาลในกรุงเทพฯ จึงมีการถอนสมาชิกออกจากเมืองก่อนเหตุการณ์ ในขณะเดียวกันนักศึกษาต้องการสังคมนิยมที่มีประชาธิปไตย เห็นได้จากการที่ขบวนการนักศึกษามีส่วนในการถกเถียงกับผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ในตอนท้ายๆ ก่อนที่จะพากันออกจากป่า เพราะนักศึกษาไม่พอใจกับสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นความเผด็จการของพรรค

​              สรุปแล้วรัฐไทยก่อความรุนแรงในวันที่ ๖ ตุลา เพื่อปกป้องสภาพสังคมที่ไร้ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมทางสังคม แต่เต็มไปด้วยผลประโยชน์สำหรับชนชั้นปกครองซึ่งเป็นคนส่วนน้อย 

​              สภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำยังดำรงอยู่ทุกวันนี้ และหลัง ๖ ตุลา มีการเสริมความรุนแรงของรัฐผ่านรัฐประหารและการปราบปรามผู้ประท้วงเช่นในปี ๒๕๓๕ และการปราบคนเสื้อแดง

ความรุนแรงของชนชั้นปกครองต่างจากความรุนแรงของชนชั้นล่าง เทียบกันไม่ได้

              ​ความรุนแรงของชนชั้นปกครองกระทำกับคนชั้นล่าง เพื่อปกป้องอำนาจเผด็จการ ผลประโยชน์ทางชนชั้น และรัฐของตนเสมอ มันเป็นความรุนแรงที่ทำเพื่อประโยชน์ของคนส่วนน้อยที่กดขี่ขูดรีดคนส่วนใหญ่ ไม่ได้กระทำเพื่อรักษาความสงบหรือพัฒนาสังคมแต่อย่างใด มันเป็นความรุนแรงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนส่วนน้อย และยังทำในลักษณะที่โหดร้ายทารุณที่สุด โดยมองว่าชีวิตประชาชนเหมือนเป็นผักเป็นปลา ดังนั้นเราจึงเรียกได้ว่าเป็นอาชญากรรมรัฐ

ปาเลสไตน์กับอิสราเอล ความรุนแรงของชาวปาเลสไตน์เทียบกับความรุนแรงของจักรวรรดินิยมไม่ได้

​              ความรุนแรงของชาวปาเลสไตน์ที่ต้องการปลดแอกตนเอง เทียบกับความรุนแรงของรัฐอิสราเอลไม่ได้ เช่นเดียวกับกรณีรัฐกับประชาชน ฝ่ายหนึ่งเป็นชาวปาเลสไตน์ที่โดนไล่ออกจากพื้นที่และถูกกักไว้ใน “คุกเปิด” แห่งฉนวนกาซา โดยที่อิสราเอลควบคุมทุกอย่างและทิ้งระเบิดฆ่าฟันพลเรือนตามใจชอบมาอย่างต่อเนื่อง ชาวปาเลสไตน์เป็นผู้ถูกกดขี่ อีกฝ่ายคือรัฐอิสราเอลที่เป็นเครื่องมือของจักรวรรดินิยมตะวันตกเพื่อควบคุมตะวันออกกลาง รัฐอิสราเอลมีอาวุธทันสมัยที่สุดครบมือที่สหรัฐ อังกฤษ และประเทศในยุโรปส่งไปให้ และในเวทีสากลอิสราเอลได้รับการสนับสนุนจากตะวันตกตลอด รวมถึงการออกข่าวเท็จในสื่อมวลชนที่มักป้ายสีชาวปาเลสไตน์เสมอ

​              ดังนั้น เราจะต้องสนับสนุนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์โดยไม่มีเงื่อนไข แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นแค่กองเชียร์ให้กลุ่มอามาส 

พลังมวลชนกับพลังจากการจับอาวุธ

​              เราชาวมาร์คซิสต์มองว่า ในการต่อสู้กับผู้กดขี่ การปลุกระดมมวลชนและการนัดหยุดงานมีประสิทธิภาพมากกว่าการเข้าป่าจับอาวุธ หรือการลอบยิงเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เราจะไม่มีวันประณามผู้ถูกกดขี่ที่จำใจจับอาวุธหรือใช้ความรุนแรงเพื่อโต้ตอบกองกำลังของรัฐหรือจักรวรรดินิยม ไม่ว่าเราจะพูดถึง พคท. กองกำลังปลดแอกแห่งชาติของเวียดนาม กองกำลังของชาวปาเลสไตน์ หรือกองกำลังในปาตานีที่สู้รบกับรัฐไทย ทั้งนี้เพราะเราเลือกข้างทางชนชั้นเสมอ การอ้างความ “เป็นกลาง” โดยบางคน ไม่ได้เป็นกลางแต่อย่างใด เพราะในรูปธรรมมันนำไปสู่การปล่อยให้ผู้กดขี่ทำตามใจชอบเสมอ

​              เราเข้าข้าง พคท.แต่เราไม่กลัวที่จะวิจารณ์แนวทางของคอมมิวนิสต์สาย “สตาลิน-เหมา” ซึ่งเป็นความพยายามที่จะทำการปฏิวัติชาตินิยมเท่านั้น ระหว่าง BRN หรือองค์กรอื่นในปาตานีที่สู้รบกับรัฐไทยเพื่อแบ่งแยกดินแดน เราเข้าข้างฝ่ายที่ต้านรัฐไทยด้วยอาวุธ เพราะเราสนับสนุนสิทธิ์ของประชาชนที่จะปกครองตนเอง และการปกป้องรัฐไทยไม่ตรงกับผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในปาตานีและประเทศไทยโดยรวม แต่แน่นอนคนไทยถูกกล่อมเกลาในลัทธิชาตินิยมจนหลายคนไม่เข้าใจเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม เรามองว่าเสรีภาพจริงจะมาจากการเคลื่อนไหวของมวลชนแทนการจับอาวุธ เพราะมันเป็นการกระทำของคนจำนวนมาก

​              ในกรณีปาเลสไตน์ เสรีภาพจะเกิดจากการลุกฮือของมวลชนปาเลสไตน์และในประเทศรอบข้าง เพื่อต่อสู้กับชนชั้นปกครองของตนเองและจักรวรรดินิยมตะวันตกพร้อมกัน ดังนั้นนอกจากเราจะวิจารณ์ฮามาสในเรื่องสิทธิทางเพศแล้ว เรายังวิจารณ์นโยบายการทำแนวร่วมกับผู้นำในประเทศอาหรับด้วย

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ