โดย ซาโตชิ
หลายคนอาจจะรู้จัก “ฮิคิโคโมริ” (HiKikomori) จากสื่อหรือสังคมญี่ปุ่นกันมาบ้าง อาจจะรู้จักในรูปแบบอาการทางจิตประเภทหนึ่ง หรือแค่คำนิยามกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แล้วฮิคิโคโมริคืออะไร?
กลุ่มคนที่ถูกนิยามด้วยคำนี้ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 15-30 ปี จะมีพฤติกรรมที่โดดเด่นคือ เป็นคนที่เก็บตัวอยู่ในห้องหรือในบ้านเป็นเวลานาน ไม่ค่อยออกจากบ้าน ถ้าออกจะออกตอนกลางคืน (เพื่อให้พบเจอคนให้น้อยที่สุด) ไปซื้อของหรือธุระที่จำเป็น ไม่ค่อยคุยกับใครในโลกแห่งความเป็นจริงแต่อาจจะมีชีวิตชีวาในโลกเสมือนที่เรียกว่าอินเตอร์เน็ต
แน่นอนว่าการเกิดขึ้นของคนกลุ่มนี้ไม่ใช่เกิดจากอยู่ๆ ก็มีคนกลุ่มนี้ในญี่ปุ่นหรือก็แค่เป็นคนที่ขี้เกียจแล้วมีพฤติกรรมคล้ายๆ กันเฉยๆ ในแง่ของประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่มีในสังคมของญี่ปุ่นมาอยู่แล้วแต่กลับพบเห็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หลังยุค 1980 ซึ่งเป็นยุคที่ ลัทธิเสรีนิยมใหม่ กำลังเข้ามาในเอเชียตะวันออกพอดี ซึ่งทำให้สังคมญี่ปุ่นเกิดการแข่งขันระหว่างปัจเจกสูงขึ้นมากๆ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ กว่าร้อยละ 90 เป็นเพศชายที่ครอบครัวมีฐานะระดับปานกลางโดยผู้ปกครองจะจบการศึกษาในระดับปริญญาขึ้นไป คนเหล่านี้ก่อนที่จะกลายเป็นฮิคิโคโมริ มักจะเจอเหตุการณ์ในชีวิตคล้ายๆ กัน แม้จะระบุสาเหตุไม่ได้แน่นอน เช่น ถูกคาดหวังในการเรียนอาชีพการงานสูง ถูกเปรียบเทียบ ถูกตั้งคำถามเรื่องการวางแผนชีวิต หรือพบความอับอายและล้มเหลวในชีวิตอย่างรุนแรง จนอยากหนีออกจากสังคม
ย้อนกลับไปในยุคหนึ่งก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์ฮิคิโคโมริในญี่ปุ่น ที่ภาคพื้นทวีปยุโรปกว่าศตวรรษ ชายคนหนึ่งที่ได้เรียนรู้โครงสร้างของระบบทุนนิยมในยุคนั้นอย่างมาร์กซ์ ก็มองว่าคนที่อยู่ในบทบาทกรรมกรหรือคนงานนั้น ยิ่งทำงานแต่กลับจนลงๆ ส่วนสิ่งที่มีเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนคือจำนวนของสินค้าที่คนสร้างมันไม่ได้เป็นเจ้าของ ในระบบทุนนิยม คนงานจะรู้สึกว่ายิ่งเขาทำการผลิตมากเท่าไร เขากลับมีอำนาจในการครอบครองน้อยลงไปเท่านั้น สิ่งที่ทำให้เกิดสภาวะนี้เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “กำลังแรงงาน” และ “คนงาน” ถูกทำให้แยกออกจากกัน ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายอีกครั้งคือแม้คนงานจะเป็นคนออกแรงผลิตสินค้า แต่กำลังแรงงานของเขาไม่ได้เป็นของตัวแรงงานเลย แต่กำลังแรงงานถูกทำให้เป็นสิ่งที่ซื้อขายได้โดยนายทุน และด้วยการข่มขู่ของระบบทุนนิยมไม่ว่าจะเรื่อง เดี๋ยวจะอดตายเพราะขี้เกียจ หรืออะไรก็ตาม มันทำให้แรงงานไม่มีทางเลือก และตกอยู่ในสภาวะจำยอม เพราะต้องการค่าจ้างเพื่อประทังชีวิตที่ไม่ใช่ของตน การถูกแยกระหว่างตัวเองกับผลงานที่ผลิต ไม่มีอำนาจควบคุมกระบวนการผลิตของตนเอง ทำให้มนุษย์ขาดความภูมิใจในตนเอง เบื่อหน่ายและทุกข์ใจในการทำงาน
ปรากฏการณ์ฮิคิโคโมริ (หรือปรากฏการณ์อื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน เช่นการถูกเรียกว่าไอ้ขี้แพ้) ทำให้เราเห็นภาพว่าการที่มนุษย์คนหนึ่งพยายามใช้ชีวิตตามที่กรอบสังคมทุนนิยมกำหนด แต่ถึงที่สุดก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาไม่สามารถควบคุมพลังแรงงานของตนเอง ไม่สามารถควบคุมออกแบบวางแผนผลการผลิตของตนเอง ไม่สามารถเป็นตัวตนที่อยากเป็นได้ ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลที่ระบบทุนนิยมได้สร้างขึ้นมา เพื่อกดดันให้ผลิตผลผลิตออกมาภายใต้ฉากหน้าของความคาดหวังของสังคม แต่สิ่งที่ต้องพยายามเป็นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ตัวมนุษย์คนนั้นเลือกและต้องการ ทำให้มนุษย์ต้องพบเจอสภาวะที่เจ็บปวดและค่อยๆ ขาดหายจิตวิญญาณความมีชีวิตชีวาไปในที่สุด
แม้ต้นเรื่องผู้เขียนจะยกเรื่องฮิคิโคโมริมาเป็นหลัก แต่ก็อยากจะลองชวนทุกคนตั้งคำถามในเรื่องอื่นๆ เล็กๆ จุกจิกๆ ด้วยว่า อะไรกันที่ทำให้เรารู้สึกแปลกแยกออกจากสังคมหรือเหงา? อะไรที่ทำให้เราต้องถูกเปรียบเทียบความสามารถกับคนอื่นเสมอ? ทำไมถึงมีอัตราที่เพศชายถึงเป็นคนเก็บตัวเยอะกว่าเพศหญิง? อะไรทำให้คนอื่นต้องมาคาดหวังชีวิตในอนาคตของเราว่าควรเป็นแบบไหน? ทำไมการที่คนเก็บตัวเป็นเวลานานถึงถูกนิยามว่าเป็นอาการทางจิต? ที่ผู้เขียนกล่าวแบบนี้เพราะว่าปรากฏการณ์ทางสังคมแบบหนึ่งอาจจะไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่มันอาจจะมีหลายปัจจัยที่ลึกซึ้งจนใกล้ตัวของเพื่อนๆ ผู้อ่านทุกคนก็ได้

